แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

เส้นบางๆ ระหว่างฮีโร่กับคนหน้าโง่

ป.โนปิตะ

ความเสื่อมทรุดด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับกัมพูชา เคยมีปัญหาถึงขั้นลดความ สัมพันธ์ทางการทูตมาแล้ว แม้ภายหลังจะมีการฟื้นฟูปรับระดับความสัมพันธ์กันบ้าง แต่อาการเขม็งเกลียวในปัญหาปราสาทเขาพระวิหารยังเป็นสาเหตุสำคัญในการสร้าง ความเผ็ดร้อนด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา นอกจากเป็นปัญหาด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์แล้ว มิอาจปฏิเสธได้ว่า ขณะนี้ได้กลายเป็นปัญหาการเมืองทั้งในระดับระหว่างประเทศ และปัญหาการเมืองในประเทศไทยเอง กลุ่มก้อนการเมืองต่างๆ หยิบฉวยสถานการณ์ช่วงชิงความได้เปรียบของฝ่ายตนอย่างไม่นึกถึงแยแสใคร ไม่อายที่จะถูกตราหน้าว่าเชย เพราะในโลกสมัยใหม่การสร้างค่านิยมประเภท "ชาตินิยม" ถือว่าเป็นมนุษย์ตกโลก

สังคมโลกทุกวันนี้ เขามุ่งไปที่ความเป็นภูมิภาคนิยม ประเทศแถบยุโรป หรืออเมริกา ที่เขาเคยสู้รบตบมือกันมาก่อน ดูเดี๋ยวนี้เขางัดเครื่องมือ Negotiation หรือการเจรจามาผ่อนคลายความตรึงเครียด มาใช้ระงับข้อพิพาทเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ ขณะเดียวกันผู้นำของเขามักเร่งหามาตรการและวิธีเจรจาเพื่อเสริมสร้างผล ประโยชน์ของชาติ ให้ฝ่ายตนเสียประโยชน์น้อยที่สุด โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งก็พึงพอใจด้วย

ทุกวันนี้ พาดหัวหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ และที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เสนอข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา จนแทบน่าเบื่อ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดูเหมือนจะตั้งรับตั้งสู้ เหมือนไม่ได้ใช้เครื่องมือทางการทูตมาแก้ไขปัญหาหรือสร้างความสัมพันธ์อันดี ต่อกัน

ผู้นำประเทศควรสะสมไมตรีจิตระหว่างประเทศ มีแนวคิดเห็นอกเห็นใจถ้อยทีถ้อยอาศัย ไมตรีจิตจะสร้างความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทำให้ไทยมีจุดยืน ไม่เป็นตัวตลกในภูมิภาคนี้ ทั้งจะยังสามารถเชื่อมประสานให้ประเทศในภูมิอาเซียนนี้กลมเกลียวกลายเป็น "ภูมิภาคนิยม" สร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนยกระดับไปสู้กับกระแสโลก

ตั้งแต่คนไทย 7 คนรุกล้ำแดนกัมพูชาและถูกจับตัวเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 มาจนถึงวันนี้ แม้ขณะนี้จะได้การรับประกันตัวกันเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงคุณวีระ สมความคิด ที่ศาลาอุทธรณ์กัมพูชายังไม่ให้ประกันตัว โดยชี้แจงเหตุผลว่าต้องข้อกล่าวหาประมวลข่าวสารที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ของประเทศ และเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย

ก่อนหน้านี้มีคลิปคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และนายวีระ สมความคิด พร้อมพวก คนไทย 7 คน ที่ข้ามชายแดน ไทย-กัมพูชา โดยในคลิปคุณพนิชข้ามแดนไทย เดินทางเข้าไปยังชายแดนไทย-กัมพูชา หลักเขตที่ 46 บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างนั้นคุณพนิช ได้คุยโทรศัพท์แจ้งให้คนที่เชื่อกันว่าเป็นผู้ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าตนเองกำลังเดินข้ามแดนก่อนที่จะโดนทหารกัมพูชาจับกุมตัวไป

คลิปนี้ ยังไม่มีชี้แจงจากคนไทยทั้ง 7 และคนที่คุณพนิชกำชับว่า ให้ "รู้คนเดียว" ?

บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่ง ที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงกัมพูชาจับ 7 คนไทย คือคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงว่าการอุตสาหกรรม คุณไชยวัฒน์ และคุณสมบูรณ์ แกนนำกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ถูกตำรวจจับกุมที่บริเวณห้างโลตัส สาขาถนนพระรามที่ 1 ก่อนการจับกุมตัวคุณไชยวัฒน์ครั้งนี้ คุณไชยวัฒน์กับเครือข่ายได้ถือตะเกียงนำรายชื่อประชาชนราว 82,000 รายชื่อ พร้อมพาผู้ชุมนุมที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเคลื่อนขบวนมุ่งหน้า สู่พระบรมมหาราชวังเพื่อยื่นถวายฎีกากรณีกล่าวหารัฐบาลสมคบกับรัฐบาลต่าง ชาติอันเป็นเหตุทำให้ไทยเสียดินแดน

หลังการยื่นถวายฎีกาคุณไชยวัฒน์ประกาศจะเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติเพื่อมอบตัว เนื่องจากมีหมายจับในข้อหาร่วมกันชุมนุมหน้าสนามบินสุวรรณภูมิ และหน้าสนามบินดอนเมือง เมื่อครั้งชุมนุมขับไล่คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับเก่า แต่โดนตลบหลังจับกุมเสียก่อน

ภาพการจับกุมคุณไชยวัฒน์ โดยมีตำรวจสี่-ห้านายอุ้มจับบริเวณรักแร้ เท้า และหลัง หรืออาจเรียกได้ว่าหามออกจากร้านสุกี้ขึ้นรถไปสถานีตำรวจ แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ไล่เลี่ยกับภาพที่คุณวีระ เดินออกจากห้องพิจารณาศาลอุทธรณ์ ณ กรุงพนมเปญ ในวันเดียวกันคือวันที่ 18 มกราคม 2553

ภาพคุณไชยวัฒน์ถูกตำรวจหามขึ้นรถ กับภาพคุณวีระ แสดงอารมณ์ ฉุนเฉียว พร้อมตะโกนบอกว่า "ผมไม่ได้ประกันคนเดียว" และยืนยันว่า "ผมจะสู้กับมันจนถึงที่สุด" นี่คือคำพูดคุณวีระตะโกนบอกนักข่าวก่อนถูกส่งกลับเรือนจำเปรย์ซอว์" ภาพของบุคคลทั้งสองถูกแพร่ภาพในวันเดียวกัน และในเวลาไล่เลี่ยกัน

ประเทศไทยเคยมีสถานะและภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีระหว่างประเทศ ทุกฝ่ายกำลังเร่งสร้างการยอมรับจากนานาอารยประเทศ เราทุกคนควรสร้างความสัมพันธ์และสะสมไมตรีจิตกับประเทศเพื่อนบ้าน

ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่คนไทยทั้ง 7 ท่านนำโดยคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่อาสาไปปฏิบัติภารกิจจนถูกจับในเขตชายแดน แล้วต้องตกหลุมแห่งความอับอาย ถูกสมเด็จฮุน เซน สั่นสอนแทบทุกวัน รวมถึงภาพเหตุการณ์ในประเทศ คนที่เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีของไทยเป็นแกนนำปราศรัยประกาศเฮ้ว เฮ้ว ต้องการให้ไทยปิดชายแดนกัมพูชา โดยสร้างความเชื่อให้เข้าใจว่าประเทศไทยเราเหนือกว่ากัมพูชาทุกด้าน กองทัพเข้มแข็ง เศรษฐกิจรุดหน้า การเมืองมั่นคง กฎหมายมีมาตรฐาน หากไทยปิดชายแดนแล้วกัมพูชาจะอดตาย

ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านเหล่านี้ สมควรยกย่องหรือเรียกขานว่ากระไรดี...

http://prachatai.com/journal/2011/01/32720

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ร่วมเขียน