แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แถลงการณ์ของ แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นสช.)





 



             แถลงการณ์ของ แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นสช.)

                            เรื่องการหยุดคุกคามและข่มขู่ประชาชนในทุกรูปแบบ


ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ได้ปรากฎหลักฐานมากมาย ที่ได้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำผิด โดยการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อปร...ะชาชนในหลายกรณี ซึ่งเป็นความผิดต่อหลักกฎหมายสากลและสนธิสัญญาหลายฉบับที่รัฐไทยได้ลงนามไว้

ดังนั้นแนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นสช.) ขอชี้แจงถึงสถานการณ์ดังต่อไปนี้

1. ในสถานการณ์เฉพาะหน้า ขอให้ประชาชน ผู้ประสบเหตุดังกล่าว จดชื่อ เจ้าหน้าที่ ทะเบียนรถ หรือ ถ่ายรูป เจ้าหน้าที่ พร้อมบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น วัน เวลา ที่เกิดเหตุ แล้วส่งไปที่ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ตามที่อยู่ด้านล่าง หรือส่งมาหลังไมค์ถึง ฝ่ายรับเรื่องร้องทุกข์ แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นสช.) โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งชื่อจริงใดๆ แต่ขอข้อมูลที่เกิดขึ้นเท่านั้น พร้อมหลักฐานประกอบ

2. แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นสช.) กำลังผลักดันให้มีฝ่ายหรือส่วนงาน ที่เรียกว่า อัยการประชาชน ขององค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อทำหน้าที่่รวบรวมหลักฐานการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ในกรณีต่างๆ และดำเนินการเอาผิดต่อไปในทุกกรณี และจะรับสมัครอาสาอัยการประชาชน ทั่วประเทศ เพื่อสอดส่องเอาผิดเจ้าหน้าที่ ที่กระทำการละเมิดังกล่าว

3. การกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย ทุกกรณีในช่วงเวลานี้ จะไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของรัฐรายใด ที่กระทำความผิดต่อประชาชน จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป ทั้งในประเทศไทย ในกรณีเมื่อฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ และหรือ เมื่อเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเดินทางออกนอกเขตแดนประเทศไทย เข้าสู่เขตอำนาจตามกฎหมายระหว่างประเทศ ในพื้นที่ของประเทศต่างๆที่เซ็นรับรองพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศ

4.ขอให้เจ้าหน้าที่่ของรัฐไทย ที่ได้รับคำสั่งให้กระทำตามคำสั่งที่ผิดกฎหมายของเผด็จการทหาร ให้หลีกเลี่ยงหรือ เพิกเฉยต่อคำสั่งดังกล่าวเสีย มิฉะนั้น พวกท่านจะต้องรับผิดต่อการกระทำของตนต่อไป

แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นสช.) จะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้โดยประสานกับรัฐบาลนานาชาติ อย่างถึงที่สุด ให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด

ประกาศ ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2557

จัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” โค่นระบอบเผด็จการ



ตั้ง 'เสรีไทย' 2557 ต้านรัฐประหารฟื้นประชาธิปไตย – จารุพงศ์นั่งเลขาธิการ

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ -จักรภพ เพ็ญแข อ่านแถลงการณ์ตั้งกลุ่ม “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ประณาม คสช.ทำรัฐประหาร ทำให้ไทยกลับสู่ “ระบอบเผด็จการสุดขั้ว” พร้อมประกาศปฏิเสธอำนาจและผลพวงของการทำรัฐประหาร ชูแนวทางสิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย โค่นระบอบเผด็จการ



ภาพจากวิดีโอคลิปที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.มหาดไทย อ่านแถลงการณ์ "องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย" เผยแพร่เมื่อเวลา 05.50 น. วันที่ 24 มิ.ย. ประณามการรัฐประหาร คสช. และตั้งองค์กรต้านรัฐประหาร (ที่มา: เพจองค์กรเสรีไทย)

24 มิ.ย. 2557 - เวลาประมาณ 05.50 น. ในเพจ “องค์กรเสรีไทย” มีการเผยแพร่ วิดีโอคลิป อ่านแถลงการณ์ของ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในนามเลขาธิการ “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิไตย” (The Organization of Free Thais for Human Rights and Democracy – FT-HD) โดยเป็นการได้อ่านแถลงการณ์ “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ทั้งนี้ไม่มีการระบุสถานที่อ่านแถลงการณ์ดังกล่าว

ตอนหนึ่งของแถลงการณ์ซึ่งนายจารุพงศ์ใช้เวลาอ่าน 8 นาทีเศษ ได้ประณามการทำรัฐประหารของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธร์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. โดยระบุว่าประเทศไทยได้กลับคืนสู่ “ระบอบเผด็จการสุดขั้ว”

โดยตอนหนึ่งของแถลงการณ์ยังกล่าวว่า

 “การกระทำของคณะรัฐประหารและเครือข่ายดังกล่าวนี้จึงถือเป็นอาชญากรรมที่ได้ สร้างความแปดเปื้อนในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย เราขอประณามการละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนไทยและชาวต่างประเทศที่กำลัง เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จนประเทศไทยขณะนี้ได้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว แม้ในอนาคตอันใกล้คณะทหารจะถ่ายโอนอำนาจไปสู่หุ่นเชิดในรูปแบบใดๆ ก็ตาม แต่กลไกที่ทำลายความก้าวหน้าของประเทศชาติและวงจรอุบาทว์นี้ก็ยังคงกดทับ ย่ำยีอำนาจอธิปไตยของประชาชนอยู่ต่อไป เราจึงต้องดำเนินการทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในขณะ นี้เพื่อทวงคืนสิทธิเสรีภาพ และระบอบประชาธิปไตยให้กลับมาเป็นรากฐานของสังคมไทยต่อไป”

ทั้งนี้มีการระบุวัตถุประสงค์ของการตั้งกลุ่มขึ้นมา 6 ข้อได้แก่ หนึ่ง ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารและเครือข่ายอำมาตย์ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สอง ฟื้นฟูและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยให้มีความถาวรและเป็นเสาหลักของสังคม ไทย สาม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพและสันติภาพ สี่ ส่งเสริมระบอบเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม ห้า ปฏิรูปวัฒนธรรมไทยให้สอดรับกับระบอบประชาธิปไตย และ หก พัฒนาคุณภาพประชาชนไทยสู่ความเป็นสากล

ตอนท้ายของแถลงการณ์ระบุว่า “นับแต่นี้ไป ให้ถือว่า "องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย" ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เพื่อเป็นศูนย์กลางการต่อสู้ของประชาชนทุกฝ่ายที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สิทธิ มนุษยชน ประชาธิปไตย และโค่นล้มระบอบเผด็จการ” โดยรายละเอียดของแถลงการณ์อยู่แนบท้ายข่าว

นอกจากนี้ในเพจ “องค์กรเสรีไทย” ยังมีการเผยแพร่คลิปอ่านแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษของ จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตแกนนำ นปช.

สำหรับความเคลื่อนไหวของนายจารุพงศ์ก่อนหน้านี้นั้น เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย รายงานว่า ชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายจารุพงศ์ ได้ส่งจดหมายยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 แต่พรรคได้รับหนังสือในวันที่ 16 มิ.ย. 2557 พรรคจึงได้ทำหนังสือแจ้ง การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค กรณีหัวหน้าพรรคลาออกจากตำแหน่ง ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2557 โดยเมื่อหัวหน้าพรรคได้ลาออกจากตำแหน่งตามข้อบังคับพรรคได้กำหนดให้มีผู้ รักษาการ ซึ่งคณะกรรมการบริหารได้เคยให้ความเห็นชอบไว้ตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 50 คือ รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รักษาการแทน ได้แก่ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และนายปลอดประสพ สุรัสวดี ตามลำดับ

ในวันที่ 21 มิ.ย. เช่นเดียวกัน นายจารุพงศ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค CharupongOfficial ว่า “เรียน พี่น้องชาวไทยที่เคารพ ผมลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อไปเรียกร้องประชาธิปไตย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “อย่างอิสระเสรี”

ต่อมาในวันที่ 22 มิ.ย. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ผมขอเชิญทุกท่านร่วมติดตามความเคลื่อนไหว และข่าวสารสำคัญของเครือข่ายประชาธิปไตย ได้ที่เพจใหม่ของผม ผมจะไม่สยบยอมต่ออำนาจเผด็จการทหาร และจะยืนหยัดสู้เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย และจนกว่าเผด็จการทหารจะคืนอำนาจที่แท้จริงให้แก่ประชาชนไทยทุกคน”

อนึ่งนายจารุพงศ์ ถูกศาลทหารออกหมายจับเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ภายหลังไม่ยอมมารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 1/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 และ คำสั่ง คสช. 57/2557 วันที่ 10 มิ.ย. 2557


000


แถลงการณ์องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน

ขณะนี้ประเทศไทยของเราได้คืนสู่ระบอบเผด็จ การสุดขั้วอีกครั้ง ระบอบทหารที่เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.นำโดย พลเอกประยุทธร์ จันทร์โอชา ได้ใช้กำลังอย่างผิดกฎหมายไทยและกฎหมายสากลเข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างอุกอาจ โดยปฏิบัติไม่ต่างจากโจรที่เข้ามาปล้นทรัยพ์ ต่างแต่ว่าทรัพย์นั้นคืออำนาจอธิปไตยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย อันเป็นทรัพย์ที่มีค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ การกระทำครั้งนี้จึงถือว่าละเมิดหลักนิติรัฐ-นิติธรรม หลักประชาธิปไตย และยังทำลายย่ำยีสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นับเป็นอาชญากรรมอันใหญ่หลวงต่อประชาชนชาวไทย

การโฆษณาว่า พวกเขาต้องกระทำการยึดอำนาจโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคำสัญญาว่าจะคืนความเป็นปกติสุขให้กัสังคมไทย แท้จริงแล้วก็คือ การโกหกหลอกลวงขนานใหญ่เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ เห็นผิดเป็นชอบ เห็นปีศาจอสุรกายเป็นเทวดาอารักษ์จนท้ายที่สุดก็หวังให้เห็นว่า ระบอบเผด็จการดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้นำเผด็จการของโลกและของไทยพยายามปลูกฝังแต่ประสบความ ล้มเหลวเรื่อยมา

ประชาชนไทยได้ตาสว่างและยึดมั่นในแนวทาง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนตามหลักสากล และยอมรับในวิวัฒนาการทางสังคม จึงต้องประกาศปฏิเสธอำนาจของคณะรัฐประหารตลอดจนผลพวงใดๆ ของการรัฐประหารในครั้งนี้โดยสิ้นเชิง คณะ คสช.ที่ร่วมมือกับเผด็จการซ่อนรูปอื่นๆ ในประเทศไทยขณะนี้ ไม่มีความชอบธรมใดๆ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่จะนำพาประเทศไปสู่สันติสุขและความปรองดองได้เลย เพราะพวกเขานั่นเองที่ได้ร่วมกันสมคบคิด  วางแผนก่อความวุ่นวายไปทั่วประเทศ และลักลอบสนับสนุนขบวนการโค่นล้มทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนตั้งแต่ต้น เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในสภาพรัฐล้มเหลว วงจรประชาธิปไตยหยุดชะงัก และใช้ผลพวงที่พวกเขาได้วางแผนกระทำมาตลอด เป็นเงื่อนไขประกาศการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน การกระทำของคณะรัฐประหารและเครือข่ายดังกล่าวนี้จึงถือเป็นอาชญากรรมที่ได้ สร้างความแปดเปื้อนในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย เราขอประณามการละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนไทยและชาวต่างประเทศที่กำลัง เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จนประเทศไทยขณะนี้ได้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว แม้ในอนาคตอันใกล้คณะทหารจะถ่ายโอนอำนาจไปสู่หุ่นเชิดในรูปแบบใดๆ ก็ตาม แต่กลไกที่ทำลายความก้าวหน้าของประเทศชาติและวงจรอุบาทว์นี้ก็ยังคงกดทับ ย่ำยีอำนาจอธิปไตยของประชาชนอยู่ต่อไป เราจึงต้องดำเนินการทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในขณะ นี้เพื่อทวงคืนสิทธิเสรีภาพ และระบอบประชาธิปไตยให้กลับมาเป็นรากฐานของสังคมไทยต่อไป

เพื่อให้เจตนารมณ์ของประชาชนไทยที่จะล้มล้าง อำนาจอันชั่วร้ายให้หมดสิ้น แล้วสถาปนาระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นผู้ใช้ และเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์ให้เป็นจริงให้จงได้ ดังนั้นเราจึงขอปฏิเสธอำนาจเผด็จการของคณะ คสช.และผลพวงทั้งปวงที่จะตามมา และขอประกาศจัดตั้ง "องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย" "The Organization of Free Thais for Human Rights and Democracy (FT-HD)" ขึ้นในเวลาย่ำรุ่งของวันอังคารที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2557

เพื่อให้องค์กรนี้รองรับแนวความคิดและ ปฏิบัติการทุกชนิดของผู้ที่มีความมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ประชาธิปไตยจากทั่วทุก มุมโลกร่วมกันโดยที่แนวความคิดและการปฏิบัติการนั้นๆ ต้องไม่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชน หลักกฎหมายสากล และหลักการไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ
"เสรีไทย" เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งในสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความใฝ่เสรีภาพ การรักศักดิ์ศรีของสามัญชนไทยได้เป็นอย่างดี จึงถือเป็นชื่อมงคล เหมาะแก่การทำหน้าที่ประสานการต่อสู้เพื่อทวงคืนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ของประชาชนไทยจากทุกมุมโลก ดังที่บรรพบุรุษของไทยได้เคยกระทำการมาแล้ว

ข้าพเจ้าและเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งใน ประเทศและทั่วโลก จึงได้มีมติร่วมกันในการจัดตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและ ประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการก่อตั้ง ดังต่อไปนี้

1. ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารและเครือข่ายอำมาตย์ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
2. ฟื้นฟูและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยให้มีความถาวรและเป็นเสาหลักของสังคมไทย
3. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพและสันติภาพ
4. ส่งเสริมระบอบเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม
5. ปฏิรูปวัฒนธรรมไทยให้สอดรับกับระบอบประชาธิปไตย
6. พัฒนาคุณภาพประชาชนไทยสู่ความเป็นสากล

นับแต่นี้ไป ให้ถือว่า "องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย" ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เพื่อเป็นศูนย์กลางการต่อสู้ของประชาชนทุกฝ่ายที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สิทธิ มนุษยชน ประชาธิปไตย และโค่นล้มระบอบเผด็จการ

ประกาศ ณ ย่ำรุ่ง วันอังคารที่ 24 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2557

                                                                                 นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ
                                                                                          เลขาธิการ

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

อวสานพรรคประชาธิปัตย์

อวสานพรรคประชาธิปัตย์ โดย วีรพงษ์ รามางกูร


คอลัมน์ คนเดินตรอก

27 ม.ค. 2557 
 



อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิ ปัตย์ นายชวน หลีกภัย เคยประกาศว่า "ผมเชื่อในระบอบรัฐสภา" ก็เลยเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคที่เชื่อมั่น เคารพ และศรัทธาในประชาธิปไตย และเป็นสถาบันการเมืองที่จะพาประเทศชาติสู่ความเป็นชาติผู้นำประชาธิปไตย อย่างสมบูรณ์ชาติเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเป็นระบบการเมือง พรรคใหญ่2พรรค เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเคยฝันหวานว่า เราจะมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคอนุรักษนิยม ตัวแทนของคนชั้นกลางและคนชั้นสูง ขณะเดียวกันก็มีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่เป็นตัวแทนของฝ่ายก้าวหน้า และจะเป็นตัวแทนของคนชั้นกลางระดับล่างและคนในระดับรากหญ้าที่ต่างช่วยกันนำ ความเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศชาติทั้ง2พรรคจะต่อสู้ แข่งขันกัน ในกรอบของประชาธิปไตย ในสนามเลือกตั้ง ผลัดกันแพ้เป็นฝ่ายค้าน ผลัดกันชนะเป็นรัฐบาล ตามแต่กระแสโลกาภิวัตน์ของสังคมโลก

การเป็นพรรคอนุรักษนิยมไม่ได้เสียหายอะไร เพราะคนจำนวนมากที่เป็นคนชั้นกลางในเมืองทุกแห่งในโลกก็มีความเป็นอนุรักษนิยมเป็นจำนวนมาก ไม่แต่คนในเมือง คนต่างจังหวัดก็มีจำนวนไม่น้อยไปกว่าพวกหัวก้าวหน้าที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่จิตวิญญาณของนักการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายต้องเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่บัดนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ล้มเลิกความคิด วิสัยทัศน์ ทัศนคติ วาทกรรม และการกระทำ กลายเป็นพรรคที่สนับสนุนทหาร สนับสนุนรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและต่อต้านประชาธิปไตยไปเสียหมด

เริ่มจากเป็นพรรคนำ พรรคแรกของการเป็นพรรคภูมิภาคหรือพรรคภูมิภาคนิยม หาเสียงในภาคใต้โจมตีคู่ต่อสู้ โดยการปลุกเร้าภูมิภาคนิยม ดูถูกดูหมิ่นคู่แข่งทางภาคอีสานและเหนือว่าเป็น "ลาว" ดูถูกหัวหน้าพรรคชาติไทยว่าเป็นจีนเกิดในเมืองจีน ดูถูกว่าหัวหน้าพรรคความหวังใหม่เป็น "ลาว" ใช้การดูหมิ่น "เชื้อชาติ" เป็นยุทธวิธีในการหาเสียง

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ทำสำเร็จเป็นพรรคของคนภาคใต้ พรรคเพื่อไทยก็ทำตามและทำได้สำเร็จเป็นพรรคภาคอีสานและภาคเหนือ พรรคชาติไทยเป็นพรรคภาคกลาง ซึ่งเป็นอันตรายต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

ความที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งมาโดยตลอด30ปี และแพ้หนักมากในยุคนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ทั้งที่มีกองทัพและอำนาจเก่ารวมทั้งสื่อมวลชนหลักในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นตัวช่วยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังเอาชนะในการเลือกตั้งไม่ได้สักที เพราะความเป็นอนุรักษนิยมของกลุ่มผู้นำพรรคที่ล้าสมัย ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานจริงมาก่อนประชาธิปัตย์จึงกลัวการเลือกตั้ง

การเป็นพรรคการเมืองที่กลัวการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น Paradoxy เมื่อกลัวการเลือกตั้งก็ตั้งป้อมหาเรื่องติเตียนประณามการเลือกตั้ง เห็นการเลือกตั้งเป็นศัตรูของพรรค

พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์จึง เป็นพฤติกรรมที่พยายามหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งอย่างที่สุดเมื่อต่อต้านหลีก เลี่ยงประณามการเลือกตั้งตนก็ไม่มีทางเลือก ต้องทำตัวไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนระบอบการปกครองที่ใช้การแต่งตั้ง หรือไม่ก็ใช้วิธีสรรหา ซึ่งเป็นลูกเล่นอย่างหนึ่งของระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หันไปสู่การสนับสนุนทหาร พูดจาสนับสนุนองค์กรอิสระที่ใคร ๆ ก็รู้กันทั่วว่า องค์กรอิสระเหล่านี้มีที่มาจากการรัฐประหารของทหาร หรือกระแสกลุ่มอำนาจเดิมซึ่งไม่ต้องการประชาธิปไตยแทนที่จะปฏิรูปตัวเองที่ เป็นพรรคอนุรักษนิยม แต่ขณะเดียวกันก็ก้าวหน้าได้ ด้วยการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของประชาคมโลก ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของคนในต่างจังหวัด เลิกใช้วาทกรรมบิดเบือน กล่าวเท็จในเรื่องข้อกฎหมายและหลักการรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีตัวอย่างให้ยกมาเทียบเคียงได้มากมาย หากต้องการ

ทำไปทำมา "ศัตรูของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือประชาธิปไตย" นั่นเอง หนังสือพิมพ์ Washington Post ของอเมริกาพาดหัวตัวใหญ่ว่า "The Enemy of the Democrat party of Thailand is Democracy" ซึ่งเป็นความจริง แม้ว่าแฟนคลับของประชาธิปัตย์อย่างหนังสือพิมพ์กลุ่มเดอะเนชั่นจะออกมาแก้ตัวให้ก็ตาม

การที่พรรคประชาธิปัตย์จัดชุมนุมใหญ่ต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยโดยวิธีฉ้อฉลของพรรคเพื่อไทยใคร ๆ ก็เห็นด้วยจนรัฐบาลต้องถอย แต่กลับฉกฉวยโอกาสชุมนุมขับไล่รัฐบาลต่อ โดยอ้างประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯว่าเป็น "มวลมหาประชาชน" ขับไล่รัฐบาลโดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งไม่จริง ผู้ชุมนุมบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ ขโมยสิ่งของของราชการ บังคับขู่เข็ญไม่ให้ข้าราชการทำงาน ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ทำการ ข่มขู่ คุกคาม ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เสนอตั้งองค์กรทางการเมืองที่ไม่อยู่ในกรอบของกฎหมายและกรอบของประชาธิปไตย สร้างสถานการณ์รุนแรง ยั่วยุให้มีความรุนแรงเพื่อกรุยทางให้ทหารทำการปฏิวัติรัฐประหาร

การดำเนินการชุมนุมครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เลย เพราะดำเนินการโดยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นสุเทพ ชวน อภิสิทธิ์ ชินวร ถาวร และผู้นำพรรคคนอื่นที่ยึด "ข้างถนน" เป็นเวทีอภิปราย โจมตีด้วยคำหยาบคายกักขฬะ ใช้วาทกรรมที่โกหกมดเท็จซ้ำ ๆ ซาก ๆปั้นน้ำเป็นตัวครั้งแล้วครั้งเล่าโดยมิได้เกรงใจสมาชิกประชาธิปัตย์ที่เขาเป็น "ผู้ดี" มีจิตใจเป็นธรรมและเป็นนักประชาธิปไตยแม้แต่น้อย

การที่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์เกรงกลัวการ "เลือกตั้ง" และยอมรับว่า "ศัตรูของพรรคประชาธิปัตย์คือประชาธิปไตย" อย่างที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์พาดหัวข่าว ประชาธิปัตย์ไม่อาจแก้ตัวได้เลย พฤติกรรมที่แสดงว่ากลัวการเลือกตั้งซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็คือการประกาศ "คว่ำบาตร" การเลือกตั้งปฏิรูปอย่างไร ถ้าประชาชนเขาไม่เลือก ประชาธิปัตย์ก็แพ้อยู่ดี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้จัดการเลือกตั้ง หรือกฎหมายเลือกตั้ง

ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเขาไม่เลือกมากกว่า จะให้แก้กฎหมายเลือกตั้งอย่างไรก็ยังแพ้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังถูกเกาะกุมโดยกลุ่มผู้นำเก่าที่ล้าสมัย ยังคิดแบบเดิม ๆ ยังใช้วิธีเดิม ๆ ในการแข่งขัน ที่สำคัญ เมื่อครั้งเป็นรัฐบาลโดยการช่วยเหลือของกองทัพ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าทำงานไม่เป็น คิดไม่เป็น เป็นแค่ทำความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างต่างประเทศ ทั้งกับเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ภาพพจน์ของประเทศเสียหายเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

พรรคการเมืองนั้นต้องเอาดีในกรอบของระบอบประชาธิปไตย เงื่อนไขสำคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือการเลือกตั้ง การมีการเลือกตั้งอาจจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่การไม่มีการเลือกตั้งนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นของแท้ถ้าประชาธิปัตย์เห็นการเลือกตั้งเป็นศัตรูและพยายามต่อสู้ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง โดยการออกตัวไปเป็น "เครื่องมือรับใช้สนับสนุนฝ่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย" แต่มีอำนาจแฝง เช่น กองทัพ องค์กรอิสระ รวมทั้งการได้ขายจิตวิญญาณประชาธิปไตย เพื่อแลกกับการได้เป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ไม่สง่างาม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทำลายพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้วในระยะยาว

การ "คว่ำบาตร" การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ เป็นการบังคับตัวเองให้ต่อต้านการเลือกตั้ง ซึ่งถูกประณามไปทั่วโลก จะมีชมเชยบ้างก็สื่อมวลชนที่ล้าหลังภายในประเทศการที่พรรคคว่ำบาตร ทำให้ผู้นำพรรคก็ดี สมาชิกที่ภักดีต่อพรรคก็ดี ถูก "บังคับ" ให้ทำตัวเป็นนักต่อต้านประชาธิปไตยไปโดยปริยาย ดังจะเห็นได้จากวาทกรรมต่อต้านการเลือกตั้ง ต่อต้านประชาธิปไตยไปโดยปริยาย วาทกรรมดังกล่าวอย่างไรเสียก็ต้องเป็นวาทกรรมที่เป็นเท็จทั้งในด้านหลักวิชาและข้อเท็จจริง 


ที่สำคัญก็คือบังคับตัวเองให้ขัดขวางต่อต้านองค์กรที่จัดเลือกตั้งคือ กกต.และกลุ่มชุมนุมต่าง ๆ ให้ต่อต้านขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการต่อต้านประชาธิปไตยโดยตรง แม้จะพยายามหาเหตุผลมาบิดเบือน อย่างไรก็ตามถ้า กกต.เกิดถูกบังคับ จะโดยกฎหมาย หรือความกดดันจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่อย่างหนักจนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ ก็จะไม่มีประชาธิปัตย์อยู่ในสภา จะมีพรรคอื่นมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านแทน และถ้าฝ่ายค้านนั้นมีวิสัยทัศน์ มีทัศนคติ มีวาทกรรมที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย เลือกตั้งคราวต่อไป อย่างน้อยคนกรุงเทพฯอาจจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกเลยก็ได้ ถึงเมื่อนั้นประชาธิปัตย์อาจจะกลายเป็นพรรคต่ำสิบไปก็ได้

ถ้ายังยืนกรานไม่เปลี่ยนตัวผู้นำในพรรคที่เกาะกุมอำนาจในพรรคมากว่า40ปี ยังมีความคิดเดิม ๆ ทำงานไม่เป็นเหมือนเดิมคิดอะไรไม่เป็นเหมือนเดิม เอาแต่คิดว่าจะพูดจาถากถางเหน็บแนมปั้นน้ำเป็นตัวทำลายผู้อื่นเพื่อให้ถูกใจแฟนคลับ ซึ่งแก่ตัวอายุมากขึ้นทุกวัน ก็เชื่อได้ว่าเลือกตั้งอีกไม่กี่ครั้ง นอกจากจะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วผู้นำฝ่ายค้านก็อาจจะไม่ได้เป็น

ถ้ายังเป็นพรรคที่เชื่อในตัวบุคคล หรือลัทธิบุคลาธิษฐานอยู่ ไม่ได้เชื่อในระบบ เหมือน ๆ กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งสังคมไทยในขณะนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ แต่ในอนาคตข้างหน้า สังคมไทยน่าจะกำลังเปลี่ยนไป อีกไม่นานความเชื่อในลัทธิบุคลาธิษฐานจะคลายความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ เพราะบุคคลไม่อาจดำรงคงอยู่ตลอดกาล และเมื่อถึงจุดนั้น การชูบุคคลเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง ก็น่าจะลดความสำคัญลง พรรคการเมืองทั้ง 2 ขั้ว ควรจะคิดถึงเรื่องนี้ไว้เสียแต่เนิ่น ๆ

การใช้กลเม็ดในการหาเสียงหรือดำเนินการทางการเมืองด้วยการไม่ลงแข่งขันเลือกตั้ง เป็นยุทธวิธีนอกกรอบประชาธิปไตย นอกระบบพรรคการเมือง เท่ากับเป็นการต่อต้านพลวัตทางการเมือง เพราะการเลือกตั้งเป็นบทเรียนและประสบการณ์ของพรรคการเมือง เป็นวิธีการรับ "ความรู้สึก" ของประชาชนฐานเสียงของตัวเองอย่างแท้จริงว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

แล้วอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

เลี่ยงสงครามกลางเมืองด้วยการเลือกตั้ง

เลี่ยงสงครามกลางเมืองด้วยการเลือกตั้ง

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
http://pichitlk.blogspot.com/ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข”
ฉบับวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2556


การรุกครั้งล่าสุดของพวกเผด็จการที่กระทำต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ดูจากภายนอกแล้ว ก็ยังคงดำเนินไปตาม “สูตรเดิม” คือ มีกองหน้าประกอบด้วยกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง ซึ่งคราวนี้ได้ผัดหน้าทาแป้งใหม่เป็น “คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (กปปส.) และเปลี่ยนตัวผู้นำขบวนมาเป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนแนวรบในสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ได้สั่งสส.ทั้งหมดของตนลาออกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 เพี่อตัดหนทางมิให้พรรคเพื่อไทยสามารถใช้กลไกทางสภาได้ รวมทั้งเป็นการกดดันให้นายกรัฐมนตรียอมยุบสภา

ตระกูลชินวัตรและแกนนำพรรคเพื่อไทยยังคงเดินแนวทางประนีประนอมกับพวก จารีตนิยม แม้จะตระหนักดีว่า ศึกครั้งนี้ ฝ่ายจารีตนิยมหมายมุ่งถึงขั้นทำลายตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อได้รับ “คำสัญญา” ว่า จะให้มีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน นายกรัฐมนตรีก็ได้ยอมต่อแรงกดดัน ประกาศยุบสภา กลายเป็นรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีรัฐสภาและไร้อำนาจบริหาร รอความหวังแต่เพียงว่า พวกจารีตนิยมจะรักษาคำมั่นสัญญา และหวังว่า แรงกดดันจากนานาชาติจะทำให้ฝ่ายเผด็จการยอมให้มีการเลือกตั้งในที่สุด

นาทีนี้ จึงเหลือแต่จังหวะเวลาที่ฝ่ายจารีตนิยมจะใช้ตุลาการ ปปช. และท้ายสุดคือ แรงกดดันจากกองทัพ เพื่อจัดการกับตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทยเป็นขั้นสุดท้ายเท่านั้น

การรุกครั้งล่าสุดของพวกจารีตนิยมแม้จะดำเนินตาม “สูตรเดิม” เหมือนปี 2549 ที่โค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และปี 2551 ที่โค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน แต่ในครั้งนี้ ก็มีลักษณะพิเศษกว่าสองครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด

ประการแรก การรุกครั้งนี้มีลักษณะปฏิกิริยาถอยหลังอย่างชัดเจน มุ่งที่จะล้มเลิกการเมืองแบบเลือกตั้ง นี่เป็นการเปลี่ยนไปจากแนวทางเดิมที่พวกจารีตนิยมเคยใช้มาตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ซึ่งในเวลานั้น พวกเขายังต้องการใช้เปลือกนอกของระบบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 มาเคลือบคลุมเนื้อในที่เป็นเผด็จการของตนไว้ แต่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2550 และ 2554 พิสูจน์ว่า ทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และกลไกตุลาการอันบิดเบี้ยวที่พวกเขาบรรจงสร้างขึ้น ก็ยังไม่ช่วยให้สามารถเอาชนะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในสนามเลือกตั้ง แล้วจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นหุ่นเชิดของพวกเขาได้ แต่กลับได้มาซึ่งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งสามารถฉวยใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ 2550 มาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อบ่อนเซาะอำนาจของพวกเขาอีกด้วย

นัยหนึ่ง รัฐธรรมนูญ 2550 ได้กลายเป็น “หอกทมิฬแทงทมิฬ” สำหรับพวกจารีตนิยมไปเสียแล้ว! การ เคลื่อนไหวของเผด็จการในวันนี้จึงมีเป้าหมายที่อยู่นอกกรอบของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งก็คือ แทนที่สภาผู้แทนฯและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยฝ่ายนิติบัญญัติและ รัฐบาลที่แต่งตั้งโดยพวกจารีตนิยม!

ประการที่สอง การรุกของพวกต่อต้านประชาธิปไตยครั้งนี้ได้เผยธาตุแท้ที่เป็นเผด็จการล้า หลังออกมาจนหมดสิ้น สะท้อนออกมาเป็นการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่ชูธงนำทางความคิดว่าด้วย “สภาประชาชน” และ “นายกฯคนกลาง” ที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างเป็นเอกภาพพร้อมกันถึง 4 กลุ่มคือ กปปส. กลุ่มอธิการบดีมหาวิทยาลัย กลุ่มนักวิชาการที่นิยมกษัตริย์และนิยมทหาร แล้วโหมกระพือให้เป็นกระแสสังคมคนชั้นกลางด้วยสื่อมวลชนกระแสหลักที่เลือก ข้างเผด็จการ

ทั้งหมดนี้ได้รวบยอดขึ้นเป็นวาทกรรม “ปฏิรูปประเทศไทย” ปลุกปั่นกระแสปฏิเสธการเลือกตั้ง เรียกร้องให้ “ปฏิรูปก่อน เลือกตั้งทีหลัง” ไม่เอาการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยอ้างว่า ถ้าไม่ “ปฏิรูป” แล้วรีบเลือกตั้ง “ระบอบทักษิณ” ก็จะหวนกลับมาเถลิงอำนาจอีกอยู่ดี ฉะนั้น จึงต้อง “ปฏิรูปก่อน” ซึ่งก็คือ ฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ทำลายตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทย ปราบปรามประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยให้หมดสิ้นก่อน แล้วปกครองด้วยเผด็จการอย่างเปิดเผยอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะหวนคืนสู่ระบบการเมืองแบบเลือกตั้งอีกครั้ง

การโหมกระแส “ปฏิรูปก่อน เลือกตั้งทีหลัง” จึงเป็นยุทธวิธีที่มุ่งขัดขวางไม่ให้มีเลือกตั้ง และเปิดช่องให้ใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญโดยผ่านตุลาการและทหาร เพื่อนำเอาระบอบเผด็จการเข้ามานั่นเอง

ประการที่สาม ในการรุกของพวกจารีตนิยมครั้งนี้ ดารานักร้องนักแสดง นักเคลื่อนไหวเอ็นจีโอ นักวิชาการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ปัญญาชนทุกแขนง สื่อมวลชนกระแสหลัก ล้วนได้เผยระบบความคิดที่เป็นอุดมการศักดินานิยมออกมาอย่างหมดเปลือก ซึ่งก็คือ ความคิดพื้นฐานที่ว่า “คนเราเกิดมา ไม่เท่ากัน” มีชนชั้นศักดินาที่ “เหนือคน เหนือเทวดา” ผูกขาดทั้งอำนาจ โภคทรัพย์ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมชั้นสูง กับชนชั้นไพร่ที่ “ต่ำชั้นกว่า” ทั้งโภคทรัพย์ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ความคิดนี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในหมู่ผู้ปกครองไทย และได้ถูกมอมเมา แพร่ระบาดไปยังชนชั้นกลางในเมืองที่เป็นหางเครื่องศักดินาในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ ความคิดศักดินาดังกล่าวถูกแสดงออกโดยดารานักแสดงนักร้องตัวตลกที่ปราศจาก สมองมนุษย์ ซึ่งผรุสวาทออกมาแล้วก็เป็นที่สมเพชของสังคม แต่ในการรุกครั้งล่าสุด ชนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งได้ประสานเสียงร่วมกันแพร่ความคิดดังกล่าวออกมา อย่างเป็นระบบ ในรูป “คนชนบทนั้นโง่และไร้การศึกษา ไม่ควรมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง คนเหนือ-อีสาน ลาวนั้นโง่ เลว ซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ไปถึงขนาดผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักวิชาการใหญ่ที่นิยมกษัตริย์-นิยมทหาร เอาความคิดดังกล่าวมาวิเคราะห์ ปั้นแต่งอุปโลกน์ให้เป็น “ข้อคิดทางวิชาการ” อภิปรายกันเป็นคุ้งเป็นแควบนเวทีเสวนาในหอประชุมอันทรงเกียรติ์

ผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักวิชาการ และชนชั้นกลางในเมืองที่ช่วยกันสำแดงความคิดดังกล่าวออกมานั้น ลืมรากเง่ากำพืดของตัวเองเสียสิ้นว่า ถ้าย้อนหลังเวลาไปสักร้อยหรือสองร้อยปี ต้นตระกูลของคนพวกนี้ ทั้งปู่ย่าตายายและพ่อแม่ ก็ล้วนเป็นไพร่เลกไร้ศึกษา ถูกสักข้อมือ ขูดรีดเกณฑ์แรงงานโดยพวกศักดินาด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่คนชั้นกลางกรุงเทพฯที่มีเชื้อสายจีนและมีการศึกษาสูงในวันนี้ ก็สืบมาจากไพร่ชาวนาที่ยากจนบนแผ่นดินจีน จากกรรมกรจับกังทำงานแบกหามตามโกดังและโรงสีริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือคนจีนอันต่ำต้อยที่ค้าขายเบ็ดเตล็ดอยู่ทั่วไปในกรุงเทพและหัวเมืองใน อดีต เพียงแต่คนชั้นกลางรุ่นปัจจุบันที่เป็นลูกหลานได้รับการศึกษา อาชีพการงาน สถานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และการอุ้มชูโดยพวกศักดินา ก็ทำให้คนพวกนี้ลืมกำพืดเดิมของตัวเอง ยกตนเทียบชั้นเป็นศักดินาเสียเองในวันนี้! กระทั่งหลายคนยังลืมไปว่า บรรพบุรุษของตนก็มีเชื้อสายคนเหนือ อีสาน ลาว เขมร ปะปนกันมาทั้งสิ้น

การรุกของพวกเผด็จการที่มีคนชั้นกลางในเมืองเป็นหางเครื่องครั้งนี้จึง เป็นอันตรายที่คุกคามต่อฝ่ายประชาธิปไตยมากที่สุดนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา แต่ก็เป็นการรุกในสภาพที่มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยได้เข้มแข็งเติบใหญ่ทั่ว ประเทศ และได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากเพื่อนมิตรนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งจะไม่ยอมให้พวกจารีตนิยมหมุนนาฬิกาย้อนกลับไปสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จอีก หากพวกจารีตนิยมจะดันทุรังไม่ให้มีเลือกตั้ง ก็สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ “สงครามกลางเมืองที่หลั่งเลือด” ในที่สุด

ฝ่ายประชาธิปไตยมีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะนองเลือดได้ ซึ่งก็คือ เคลื่อนไหวมวลชนทั่วประเทศ ประสานกับเพื่อนมิตรนานาชาติ ก่อกระแสรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งตามกำหนดให้จงได้ รวมทั้งปรามตุลาการและทหาร เพื่อสกัดแผนการของพวกเผด็จการที่จะอ้าง “การปฏิรูป” มาทำลายขบวนประชาธิปไตย

...........................

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"ข้อเสนอต่อประเทศไทย"(ตอนที่ 7) : เราจะออกจากกับดักความขัดแย้ง แล้วเดินหน้าต่อกันอย่างไร

"ข้อเสนอต่อประเทศไทย"(ตอนที่ 7) : เราจะออกจากกับดักความขัดแย้ง แล้วเดินหน้าต่อกันอย่างไร

“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” โดย “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ซึ่งเขียนเป็นซีรีส์ 7 ตอนในเฟซบุ๊ก “Banyong Pongpanich”


ทั้ง 6 ตอนที่ผ่านมา ผมพยายามเรียบเรียงที่มา พัฒนาการของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา จนกระทั่งนำมาสู่ความขัดแย้งรุนแรง การแตกแยกเป็นสองขั้วอย่างชัดแจ้ง ด้วยความหวังว่า ความเข้าอกเข้าใจถึงรากฐานปัญหา โดยเฉพาะเข้าใจถึงความคิดของฝั่งตรงข้าม จะช่วยนำมาซึ่งกระบวนการแก้ปัญหาที่ถาวรอย่างสงบสุข

ความ รู้ ความเข้าใจของผมอาจจะไม่ครบถ้วน อาจจะไม่รอบด้าน หรือแม้อาจไม่เป็นกลาง แต่เป็นการพยายามมองปัญหาอย่างไร้อคติ ไร้เจตนาร้ายต่อสังคมฝ่ายใด (อย่างน้อยก็ในความคิดของผม)

ถึงวันนี้ถึงนาทีนี้ ผมคิดว่าเรายังไร้ทางออกที่สงบสุขแท้จริง ความขัดแย้งยังคงอยู่ และถ้ากระบวนการแก้ไขไม่ราบรื่น ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงได้ทุก เมื่อ หรือแม้ถ้าฝ่ายรัฐบาลจะยอมถอยสุดซอย คือยอมลาออก ไม่รักษาการณ์ ให้ตั้งรัฐบาลรักษาการม.7 แต่สุดท้ายก็ยังต้องมีการเลือกตั้ง (ถ้าตามรธน.ก็ใน 60 วัน) หรือไม่ก็ยังอาจมีมวลชนของอีกฝ่ายลุกมาขับไล่ รัฐ ม.7 ได้ทุกเมื่อ

ผมไม่มีข้อเสนอทางออกในระยะสั้นหรอกครับ ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ...ที่จะเสนอ เป็นเรื่องการแก้ไขโครงสร้างในระยะยาว เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความสงบสุขกลับคืนมาเสียก่อน ไม่ว่าฝ่ายไหนจะได้เป็นผู้บริหารประเทศ ก็น่าจะเริ่มกระบวนการได้อย่างจริงจัง ถ้ามีความจริงใจในการแก้ปัญหาประเทศไทย

มีคำสำคัญอยู่ 5 คำ 1. ความเหลื่อมลำ้. 2. พรรคพวกนิยม. 3. คอร์รัปชั่น 4. ผลิตภาพที่แท้จริง 5.บทบาทอำนาจรัฐ เป้าหมายของข้อเสนอผมมีง่ายๆครับ ข้อ1. ข้อ2. ข้อ3. จะต้องลดต้องขจัดให้ลดน้อย จนถึงหมดไป(ข้อ3.) ให้ได้ ส่วนข้อ4. จะต้องหาทางเพิ่มให้ได้ ส่วนข้อ 5. นั้นจะต้องปรับให้เหมาะสม เพิ่มบางเรื่อง ลดบางเรื่อง กระจายเสียให้มาก หาสมดุลให้ได้

ฟัง ดูเหมือนง่ายๆ แต่ทั้งห้าเรื่อง มีเงื่อนไข มีพัฒนาการ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถแก้เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยละเลยด้านอื่นๆ เหมือนที่ผมคิดว่าคุณทักษิณ อาจมีเจตนาดี ต้องการแก้เรื่องความเหลื่อมลำ้ แต่ดันใช้ระบบพรรคพวกนิยม ยอมให้มีโกงกิน และมุ่งแต่จะใช้อำนาจรัฐ ทรัพยากรรัฐ ละเลย ไม่ได้ทุ่มเทที่จะปรับปรุงผลิตภาพที่แท้จริง ก็เลยมาสะดุด

แล้ว เราจะไปถึงจุดนั้น จุดที่สังคมสงบสุข มีพัฒนาการอย่างยั่งยืน มีการกระจายที่ดีตามควร อยู่ร่วมกันได้ มีความเป็นธรรมสูง เป็นสังคมอารยะ ได้อย่างไร

มันไม่มีทางเลือกหรอกครับ เราต้องเริ่มจากจุดที่เป็นอยู่จริง ...มันไม่มีทางลัดหรอกครับ มันต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน...มันไม่มีทางมีอัศวินคนเดียวกลุ่มเดียว ขี่ม้าขาวมาบันดาลให้หรอกครับ มันต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน อย่างน้อยก็จากคนส่วนใหญ่ของประเทศ ....มันไม่มีทางได้มาจากชัยชนะในการต่อสู้ของสองฝ่ายหรอกครับ มันต้องมาจากการทำความเข้าใจในความต้องการของอีกฝ่าย แล้วปรับเข้าหากัน ....มันไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยความเกลียดชังหรอกครับ มันต้องมาจากความรัก ความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

จุดเริ่มต้น....สังคมจะ ต้องรับรู้ถึงปัญหาว่ามันคืออะไรกันแน่ อย่าเริ่มที่อคติความเกลียดชัง ในที่นี้ผมขอเสนอว่า รากฐานของปัญหาที่ลึกที่สุดคือ "ความเหลื่อมลำ้" และ ระบบศก.โดยรวมมีผลิตภาพตำ่

...ขั้นที่สอง มาหาสาเหตุที่มาของของปัญหา ซึ่งในทางศก. ก็ย่อมได้แก่ ไม่มีการปรับปรุงผลิตภาพ แถมมีภาคส่วนที่เอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการกระจายทรัพยากร กระจายโอกาส ทั้งนี้มีระบบพรรคพวกนิยม กับการคอร์รัปชั่น เป็นแกนของความบิดเบือนทั้งมวล

...ขั้นที่สาม มาสรุปแนวทางหลัก ที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งต้องมาวิเคราะห์ว่า แนวเดิมที่เคยใช้ ไม่ว่าในระบอบทักษิณ ระบอบ Buffet Cabinet มันไม่ดี ไม่ work ยังไง การเพิ่มบทบาทอำนาจรัฐ ไม่น่าจะตอบโจทย์ได้ ประชานิยมที่ไม่ช่วยเพิ่มผลิตภาพก็ช่วยไม่ได้ แถมสิ้นเปลืองบิดเบือน จนนำไปสู่หายนะในอนาคต และแน่นอน การทำลาย การสร้างกลไกไม่ให้ พรรคพวกนิยม ไม่ให้คอร์รัปชั่น ดำรงอยู่ได้ เป็นวาระสำคัญ เร่งด่วนที่สุด

...ขั้น ที่สี่ ถึงจะมาวางกลยุทธรายละเอียด ในแต่ละเรื่อง ว่าการลดการปราบโกงจะทำอย่างไร การไม่ให้คนชั้นบนเอาเปรียบทำอย่างไร การกระจายอำนาจ การกระจายทรัพยากร การกระจายบริการพื้นฐานนั้นทำอย่างไร เวลาเราพูดถึงคำว่ากระจาย ก็แปลตรงๆอยู่แล้วว่า เอาของกลุ่มหนึ่งไปให้อีกกลุ่มหนึ่ง (Redistribution) ดังนั้น แผนการต้องดี ชัดเจน ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ฝ่ายที่ต้องให้เข้าใจและรับได้ แผนต้องสอดคล้องบูรณาการกัน

ที่จริง ขั้นตอนที่ผมนำเสนอ ก็แค่เป็นการน้อมนำแนวทาง "อริยะสัจ 4" ของพระพุทธองค์มาเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร

และ แน่นอนครับ... ที่ผมวิเคราะห์ นำเสนอ ย่อมยังไม่ครบ ไม่รอบด้านทุกอย่าง มันเป็นเพียงแนวที่จะดำเนินการ โดยมุ่งเน้นในเรื่องเป็นไปได้ และไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย จนเกิดการหยุดชะงัก เสียหายหลายสิบปี ยังต้องมีกระบวนการศึกษา กระบวนการวางแผน กระบวนการดำเนินการอีกมากมาย

ใน ความเห็นของผม... ทั้งหมดนี่ ถ้าจะให้ดี มันต้องเริ่มที่ "มวลมหาประชาชน"นี่เองแหละครับ พวกเราต้องสำนึกก่อนว่า เราเป็นกลุ่มคนที่โชคดี ได้โอกาสที่ดี เริ่มตั้งแต่ ได้เกิดมา ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้โอกาสรับการศึกษาที่ดี อยู่ในสังคมที่ดี ได้เข้าถึงทรัพยากร ได้มีชีวิตที่ดี (ผมค่อนข้างแน่ใจ ว่าคนที่ชั่วโดยสันดาน คนขี้ฉ้อขี้โกง ไม่มี หรือมีอยู่น้อย ในกลุ่มผู้ที่ออกไปอยู่บนท้องถนนนะครับ)

ที่สำคัญ...เรา ต้องมองเห็นผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา อย่างเข้าอกเข้าใจ อย่างเห็นใจ ถึงแม้เขาจะไม่ชอบ จะเกลียดชังเรา เราก็ต้องรู้จักอภัย และเราต้องมีความคาดหวังให้เขาดีขึ้น ต้องยอมให้มีการกระจายทรัพยากร กระจายความมั่งคั่งให้เขา ถ้าไม่อย่างนั้น เขาก็จะถูกพวกที่ไม่ได้หวังดีจริง ไปหลอกไปลวง ด้วยอกุศโลบาย และอามิสต่างๆ จนพวกเราเองเดือดร้อนในที่สุด

ในข้อเสนอบนเวที ผมเห็นด้วยหลายอย่าง เช่น การกระจายอำนาจ ทั้งผู้ว่าฯ ตำรวจ การปราบโกง ซึ่งผมเชื่อว่าต้องเกิดต่อไปอย่างแน่นอน (ความจริงในข้อเสนอของ กก.ปฏิรูป ชุดท่านอานันท์ ยังมีที่ดีอีกหลายข้อ ค่อยๆนำมาปฏิบัติได้

ส่วน ในระยะสั้น ...ถามว่า ผมมีข้อเสนออะไร ที่เราจะออกจากวิกฤติครั้งนี้ ผมยอมรับว่า ไม่มีแนวคิดวิเศษอะไรหรอกครับ เพียงแต่อยากบอกว่า ถึงแม้จะต้องมีการเลือกตั้งตามกำหนด ถึงแม้พรรคเดิมจะได้เป็นรัฐบาล แต่ประเทศเราจะไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะทำอะไรตามใจโดยไร้หลักการ ไร้เหตุผล ไร้คุณธรรมได้เหมือนเดิมอีกแล้ว กระบวนการปฏิรูปโดยประชาชนได้เริ่มขึ้นแล้ว และจะไม่หยุด (ไม่ได้หมายถึง และไม่เคยเห็นด้วยกับคณะคุณบรรหารนะครับ คณะนั้นควรยุบถาวร)

เรามาจัดตั้งกระบวนการปฏิรูปคู่ขนาน ที่คอยกระทุ้ง คอยกำกับ คอยเป่านกหวีด ให้ใครก็ตามที่ได้รับเลือกมาบริหารประเทศต้องอยู่ในกรอบ ที่จะต้องทำให้ ทุกอย่างดำเนินไปสู่ประโยชน์สุขอย่างทั่วถึง อย่างยั่งยืน ไม่ดีกว่าหรือครับ ยังมีกลไกอื่นๆ ที่ถึงแม้ไม่ได้ระบุกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายใดๆ แต่สามารถมีพลังร่วมสร้างสรรค์สังคมได้โดยไม่ต้องมีความรุนแรง (เช่น สถาบันวิจัยสร้างสรรค์และตรวจสอบนโยบายสาธารณะ สื่อมวลชนที่ดีมีคุณภาพ ภาคประชาสังคม) มาร่วมทำร่วมสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิด ดีกว่าจะมารบกันเยอะครับ

ผมพยายามวิเคราะห์ปัญหาโดย ละเอียด พยายามเสนอทางออกอย่างเต็มที่ เท่าที่ความรู้ความสามารถของผมจะทำได้ เพียงหวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเพียง"ไทยเฉย" เพราะออกไปเป่านกหวีดแค่สองครั้ง ไปอนุสาวรีย์แค่ 2 ครั้ง ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเลิก พรบ.เหมาเข่ง พอเขาเลิก ก็ไม่ไปอีกเลย

ขอจบบทความเรื่องนี้แค่นี้นะครับ และหวังว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%


“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” (ตอนที่ 6) เจาะวิเคราะห์"ระบอบทักษิณ" ...ข้อดี..ข้อด้อย..จุดรุ่งเรือง..จุดเสื่อมถอย..จุดตกต่ำ


“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” (ตอนที่ 6) เจาะวิเคราะห์"ระบอบทักษิณ" ...ข้อดี..ข้อด้อย..จุดรุ่งเรือง..จุดเสื่อมถอย..จุดตกต่ำ

“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” (ตอนที่ 6) เจาะวิเคราะห์"ระบอบทักษิณ" ...ข้อดี..ข้อด้อย..จุดรุ่งเรือง..จุดเสื่อมถอย..จุดตกต่ำ

 

 “ข้อเสนอต่อประเทศไทย” โดย “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ซึ่งเขียนเป็นซีรีส์ 7 ตอนในเฟซบุ๊ก “Banyong Pongpanich”

 


ผมปูพื้นมาเยอะ(ตั้ง 5 ตอนยาวๆ) จะขอวิเคราะห์จับประเด็น"ระบอบทักษิณ" (Thaksinocracy) เป็นข้อๆ นะครับ

1. ถ้ามองเจตนา (อย่างน้อยที่ประกาศออกมา) ในทางการบริหารเศรษฐกิจในภาพรวมของคุณทักษิณ ก็คือ จะเร่งสร้างการเติบโต และทำให้มีการกระจายลงสู่ชนชั้นรากหญ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีทั้งคู่ แต่อย่าลืมว่า ในความเป็นจริงจะต้องมีสมดุลในทุกมิติตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะทรัพยากรที่จะกระจายมีจำกัด ถ้าโตน้อย แต่กระจายเร็วไป ก็ต้องมีคนเดือดร้อน หรือถ้าจะไปเอาทรัพยากรอนาคตมากระจาย(ผ่านหนี้สาธารณะ) ก็จะเป็นภาระลูกหลาน และมีขีดจำกัดอยู่ดี การเติบโตที่ถาวรยั่งยืนมีทางเดียว คือต้องเพิ่มผลิตภาพ(Productivity) โดนรวม ของระบบศก.ให้ได้ แต่ที่ผ่านมามีเรื่องพวกนี้น้อย มีเพียงการใช้เทคนิคการบริหาร ยักย้ายถ่ายเท ลูบหน้าปะจมูก ซึ่งจะได้ผลก็แต่ระยะต้นเท่านั้น

2. การใช้ระบบ "พรรคพวกนิยม"อย่างเข้มข้น ในที่สุดจะเป็น"จุดตาย"ของระบอบเอง ลองนึกดูว่า ต้องการให้รากหญ้า ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ดีขึ้น ลืมตาอ้าปากได้ แต่ใช้"พรรคพวกนิยม"คือ ถ้าใครเป็นพรรคพวก ก็ต้องได้ดีต้องได้เปรียบ ต้องรำ่รวยสุดๆ เท่ากับว่า ใช้สองระบบปนกัน พวกบนสุดใช้Crony Capitalism เต็มที่ ส่วนข้างล่าง ใช้"กึ่งสังคมนิยม" สองอย่างมันสุดขั้วกัน "เข้ากันไม่ได้" เดินไปเรื่อยๆ "ข้างบนที่ไม่ใช่พวก" กับ "ตรงกลาง" ย่อมลำบาก ย่อมตายเกลี้ยง และถึงจะรวมแล้วไม่ได้เป็น"เสียงข้างมาก" แต่ถ้า"ถูกต้อน"ให้รวมตัวกันได้ ย่อมมีพลังมหาศาล เพียงพอที่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย หรืออย่างน้อยก็ทำให้รัฐอยู่ในภาวะ"พิการ" ไม่สามารถบริหารได้ (ผมอยากจะพูดว่า"มวลมหาประชาชน"ทุกวันนี้ ไม่ได้ถูกจัดตั้งโดยท่านกำนัน หรือเกิดเพราะ พรบ.เหมาเข่ง หรอกครับ แต่"ระบอบทักษิณ"ต่างหาก สร้างเงื่อนไขจนสุกงอม กำนันไม่ทำก็จะเกิดขึ้นเองสักวันอยู่แล้ว)

คุณ ทักษิณเคยพูดว่า "จะไปยากอะไร อยากรุ่งเรืองก็มาเป็นพวกผม" แต่เชื่อเถอะครับ นั่นขัดกับหลักการ"พรรคพวกนิยม"อย่างมาก อย่างที่ผมเคยบอก ถ้าทุกคนเป็น"พวก" ก็ช่วยใครไม่ได้ อำนาจก็ไม่มีประโยชน์ Cronyism จะต้องพยายามให้มีสมาชิกน้อย จะได้เอาเปรียบได้มาก การเข้า"วงใน"เป็นเรื่องไม่ง่าย ไหนจะต้องแก่งแย่งเอาหน้า ไหนจะถูกกีดกัน กระบวนการใส่ร้ายป้ายสีเต็มไปหมด ยิ่งอำนาจรวมศูนย์ยิ่งยากเย็นทวีคูณ คนดีๆเค้าไม่สามารถกระเสือกกระสนได้ขนาดนั้น แมวขาวย่อมถูกกำจัดไม่ก็กลายพันธุ์ไป (ผมไม่ได้กำลังกล่าวหาว่าคนแวดล้อมท่านทุกคนเป็นคนไม่ดีนะครับ ...แต่ก็กล้าพูดว่า..มีไม่น้อย)

3. การ"คอร์รัปชั่น" ย่อมเบ่งบานตาม"พรรคพวกนิยม".. คุณทักษิณ เคยยืนยันว่า ท่านมั่งมีเหลือล้น แถมไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย อย่างมากก็ชอบนาฬิกาดี กับไวน์ดีๆ มันไม่กี่ตังค์ จะเข้ามากอบมาโกยอีกทำไม ผมค่อนข้างเชื่อครับ(เชื่อคนง่ายน่ะ) ตอนแรกเจตนาดีมากจริง อย่างมากก็เพื่อปกป้องอาณาจักรธุรกิจ ...แต่พอตัดสินใจใช้ระบบ"พรรคพวกนิยม" พอตัดสินใจยอมใช้แมวดำ ก็หนีไม่พ้นต้องยอมให้มีการคอร์รัปชั่นบ้าง ไม่งั้นไม่มีทางเป็นที่นิยมของ"พรรคพวก"ไปได้

แถมการ เมืองแบบที่ท่านใช้ หนีไม่พ้นต้องใช้ทุนมหาศาล(อย่างน้อยตอนเริ่มต้น) คุณทักษิณเคยพูดว่า"การเมือง...ใช้เงินน้อยกว่าที่เคยคิด"(ท่านว่า...เตรียม ที่จะเสียสละน่ะ) นั่นก็เป็นเพราะ คนอื่นเค้าจ่ายแทนน่ะครับ แต่เชื่อเถอะครับ ..เรื่องอย่างนี้ ไม่มีการลงขันการกุศล คนจ่ายเพื่อหาทั้งนั้น แล้วมีหรือที่จะไม่ค้ากำไร ทุกคนเอากำไร สิบเท่าร้อยเท่าทั้งนั้น ความคิดที่ว่า"จะควบคุมให้โกงกินได้ตามสมควรเท่านั้น" เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ไม่มีทางสร้าง"ดุลยภาพ แห่งคอร์รัปชั่น"ขึ้นมาได้

ดัง นั้น ต่อให้ท่านไม่โกง ก็ต้องยอมให้คนอื่นโกง (ผมมั่นใจพันเปอร์เซ็น ว่าท่านก็รู้) ทีนี้ คำว่า"คนอื่น"มันมีแวดวงแค่ไหน ใกล้ไกลตัวขนาดไหน เป็นเรื่องที่ยากกำหนด ผมไม่แน่ใจว่า คุณทักษิณมีแผนอะไรที่จะลดจะกำจัด"การโกง"ในกระบวนการคัดพันธ์ุแมวของท่าน ถ้าไม่มี ระบอบนี้ก็จะต้องกินตัวเองจนล้มอยู่แล้วในที่สุด (ประเทศอาจล้มไปด้วยอย่างที่คุณ Marcos เคยทำ...ที่น่ากลัวมากคือ พรรคพวกเก่าของคุณmarcosดันไม่ล้มไปด้วย ยังมั่งคั่งมหาศาลจนทุกวันนี้)

ผม ไม่ได้บอกว่า ถ้าคุณทักษิณไม่ขึ้นมา จะไม่มีการโกงนะครับ แต่ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีการโกงกิน มากขึ้นเยอะ อย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

4. ความเป็นนักบริหารแบบ CEO ซึ่งหมายความว่า ต้องการควบคุมปัจจัยทุกอย่างให้มากที่สุด ต้องการให้มีความไม่แน่นอนตำ่ที่สุด บวกกับความเก่ง ความมีประสิทธิผล(Effectiveness) ทำให้คุณทักษิณพยายามเข้าครอบงำองค์กรและกลไกคานอำนาจอิสสระที่ถูกออกแบบไว้ ในรัฐธรรมนูญ 2540 และก็ทำได้ไม่น้อย วุฒิสภาแทบตกอยู่ในอาณัติ ทำให้องค์กรที่ตั้งโดยวุฒิสภาแทบจะถูก"สั่งได้"หมด (เหลือเพียงด้านศาล ที่มีคนบอกว่า ถ้าให้เวลาอีกสักพัก ท่านน่าจะ"เอาอยู่"ิ) ...นี่แหละครับ สุดยอด CEO ตัวจริง

แต่อย่างสุภาษิตที่Baron Acton ว่าไว้ตั้งแต่ปี1887 แล้วว่า ""Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely. Great men are almost always bad men." อำนาจนั้นทำลายคนเสมอ เริ่มตั้งใจไว้ดีอย่างไร พอเดินไป อำนาจเข้ามาเกี่ยว ก็เบี่ยงเบนไปหมด

5. จริงๆแล้ว ผมเห็นว่า"พรรคการเมือง"ภายใต้คุณทักษิณ เป็นแค่การปรับจากระบบเดิม ที่รัฐบาลผสมมาจาก "พรรคร่วม"ต่างๆ เพียงแต่คุณทักษิณรวบเอาพรรค เอามุ้งต่างๆมารวมไว้ที่เดียว แล้วเริ่มบั่นทอนความสำคัญของหัวหน้ามุ้ง หัวหน้าก๊วน ให้มารวมศูนย์ที่ตน ยามตนแข็งแรง มุ้ง ก๊วน ต่างๆก็ศิโรราบ พออ่อนแอก็มีการแข็งเมืองบ้าง (ตอนปฏิวัติก็หายไปกลุ่มใหญ่ ตอนคุณสมชายโดนโละก็ไปอีกพวก) แต่ด้วยความเก่ง ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ ...อย่างคนที่เคยพูดว่า "มันจบแล้วนาย" มาวันนี้ท่านก็พิสูจน์แล้วว่า "มึงน่ะสิจบ..ไปทำทีมบอลไป๊"

เผด็จ การรวมศูนย์ในพรรคอย่างนี้ ยิ่งกว่าระบบ Authoritarian ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเสียอีก ระบบแบบนี้ คนที่นั่งอยู่บนยอดปิรามิด ต้องเป็นสุดยอดอัจฉริยะ ซึ่งย่อมแน่นอนว่า หาตัวแทนไม่ได้ ระบบถูกออกแบบไว้สำหรับคนๆเดียว ไม่มีทางถ่ายทอดให้รุ่นต่อไปได้ (ลองนึกภาพ คุณโอ้คมานั่งบริหารแทนสิครับ หรือแม้จะเอาสุดยอดฉลาดอย่างคุณโพคินก็ไม่น่าจะได้) เป็นระบบที่ไม่มีทางจะดำรงอยู่ได้นานอยู่แล้ว

6. ในตอนท้ายของรัฐบาลทักษิณ ตั้งแต่ต้นปี 2549 ถึงแม้จะมีเสียงในสภาท่วมท้น แต่การบริหารเริ่มยุ่งยาก มีการต่อต้าน จลาจลวุ่นวาย ต้องยุบสภา เลือกใหม่ก็ถูกboycott จนเป็นโมฆะ ผมคิดว่าคุณทักษิณก็รู้ตัวแล้ว ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ (ที่ผมห่วงอย่างหนึ่งคือ บอกว่าจะไม่เป็นรัฐบาลพรรคเดียวแล้ว ต้องแบ่งให้ท่านสุพรรณบ้าง ท่านโคราชบ้าง เดี๋ยวถูกรุม) ถึงกับให้สัญญาณว่า จะถอยไม่เป็นนายกฯ แต่ยังไม่ได้ทันทำอะไรก็ถูกปฏิวัติเสียก่อน และน่าแปลก ที่โพล 84% (สวนดุสิต)ออกมาว่าปชช.ยอมรับการปฏิวัติ (สงสัยเป็นโพลเสื้อเหลือง)

ผม คิดว่า การปฏิวัติ 2549 เป็นเรื่องแย่มาก ทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิด จะพัฒนาขึ้นต้องหยุดชะงัก คณะปฏิวัติ และรัฐบาล ก็ไม่ได้ทำอะไรเรื่องโครงสร้างใหญ่แต่อย่างใด สนช.ที่แต่งตั้งโดยคมช. ถึงจะเร่งออกกฎหมายเยอะแยะ แต่ก็ไม่มีเรื่องการปรับโครงสร้างใหญ่แต่อย่างใด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสนอง Wish List ของชนชั้นบน กับมีเรื่องรากหญ้าบ้างก็เป็นภาคสวัสดิการประชาสังคมของรองนายกไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมเท่านั้น

ในแง่ของคุณทักษิณ ที่ถูกดำเนินคดี ย่อมคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ความเห็นผมเองก็เห็นใจไม่น้อย อย่างเรื่องคดีที่ดินรัชดาที่ถูกจำคุก ความจริงเป็นการซื้อการประมูลอย่างเปิดเผย ที่มีเรื่องเทคนิค ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ซื้อจะขอความร่วมมือกับผู้ขาย ทีผู้ขาย(ธนาคารแห่งประเทศไทย) ทำไมไม่มีความผิด ทั้งๆที่รู้ทุกอย่าง ร่วมดำเนินการทุกอย่างตั้งแต่ต้น

คดียึดทรัพย์เพราะเหตุรำ ่รวยจากกรณีภาษีสรรพสามิตก็เหมือนกัน ไปตีความว่าลดส่วนแบ่งรายได้ให้ ทั้งๆที่คนจ่ายจ่ายเท่าเดิม แล้วไปเทียบมูลค่าหุ้นก่อนเข้าเป็นนายก กับตอนขาย ยึดทรัพย์ไป 46,000 ล้านบาท ผมยิ่งว่าทะแม่ง เพราะตอนแรกเข้า SET Index แค่ 300 แต่ตอนขายหุ้นให้ TAMASEK ดัชนีปาเข้าไปเกือบ 800 ถ้าเรื่องนี้ได้ประโยชน์มิชอบ ทำไมไม่ยึดของผู้ถือหุ้นอื่น อย่างDTAC หรือ TRUE ด้วย (ผมก็ตะแบงเหมือนกัน)

7. พอหลังปฏิวัติ ระบอบทักษิณ ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ความเป็นนักสู้กับความเก่งอย่างเหลือเชื่อของคุณทักษิณ ทำให้ยังกุมอำนาจอยู่ได้ จะถูกยุบพรรคกี่ครั้ง ก็ยังกุมอำนาจรัฐกุมหัวใจชาวรากหญ้า และ organize พรรคพวกเดิมอยู่ได้

แต่เชื่อเถอะครับ การบริหารประเทศ การบริหารพรรคพวกจะยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทางตันในที่สุด
การ"บริหาร ทางไกล"ในเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง กับเรื่องที่มีพลวัตอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่"เป็นไปไม่ได้" ข้อมูลข่าวสารที่ได้ ยากที่จะครบถ้วน ยากที่จะถูกต้อง ยากที่จะทันเวลา คนที่ตะเกียกตะกายไปหา ไปรายงานก็ย่อมเป็นพวกที่มี Agenda ทั้งนั้น ทุกเรื่องมีวาระแฝง มีโอกาสถูกบิดเบือนได้สูง

ทั้ง 7 ข้อ เป็นการพยายามเรียบเรียง พยายามวิเคราะห์ เพื่อเข้าใจคำว่า"ระบอบทักษิณ" โดยพยายามมองจากมุมที่เป็นกลาง ไม่ได้ตั้งอยู่บนอคติใดๆ ทั้งนี้เป็นไปตามข้อจำกัดความรู้ความเข้าใจของผมนะครับ

ถึง ตอนนี้...ผมขอสรุปว่า "ระบอบทักษิณ" หาได้เป็นลัทธิใดๆไม่ เป็นเพียงกระบวนการที่สร้างขึ้นมาเพื่อบริหารการเมือง และก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และผมก็เชื่อว่า มาถึงจุดปัจจุบัน ก็ไม่สามารถเดินต่อแบบเดิมได้อีก ถ้าจะดันทุรังไป ถึงจะมีชัยชนะได้ ก็จะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น มีความสุ่มเสี่ยงมากว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายใหญ่หลวง

ใคร ก็ตามที่มีส่วนร่วมอยู่ในระบอบนี้ โดยที่มีเจตนาดี ต่อบ้านเมือง ต่อรากหญ้าแท้จริง น่าจะตระหนักในความจริงนี้ และพร้อมที่จะปรับ จะหันมาร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ทิ้งให้พวกที่เข้ามาสู่ระบอบนี้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวอันมิชอบต้องถูกโดด เดี่ยวเถอะครับ (แต่ตามข้อเท็จจริง พวกหลังมักจะชิ่งก่อนได้ทุกที)

ใคร ก็ตามที่ต่อต้านระบบนี้ ก็ขอให้ต้านด้วยความเข้าใจ อย่าเพียงต้านด้วยอคติท่าเดียว อย่าลืมว่ามีคนหลายสิบล้านที่ยังชื่นชม จะต้องประสานกันเท่านั้นจึงจะสู่เป้าหมายโดยสงบสุขได้

ส่วน ข้อเสนอของผมว่า ควรจะทำอย่างไร จะอยู่ในตอนต่อไปนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อเสนอที่เฉียบคมอะไร ไม่ใช่กระบวนการวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทันใด ไม่ใช่แก้ได้วันนี้พรุ่งนี้ ไม่ถึงกับพูดได้ว่า เบ็ดเสร็จเป็นบูรณาการ แถมอาจไม่ถูกต้องใช้ได้ไปทั้งหมด แต่ผมก็หวังว่า จะมีส่วนที่เป็นประโยชน์บ้างแม้เล็กน้อยสำหรับอนาคต แค่นั้นก็ภูมิใจสุดๆแล้วครับ

แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่า จะเป็นข้อเสนอที่กลับไปสู่สังคมเอาเปรียบ ไม่เห็นใจชาวรากหญ้า กลับไปสู่สังคมอำมาตย์ กลับไปสู่ระบบ Buffet Cabinet ที่คุ้นเคย

และก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันการด้วยครับ เพราะพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ใครชนะ เรื่องนี้ยังไม่จบแน่นอน ยังต้องฟัดกันอีกนานหลายยก

นอกจากจะเกิดสงครามกลางเมือง....ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ข้อเสนอใดๆก็ไม่มีประโยชน์แล้วครับ

....................................................


“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” ตอนที่ 5: สี่เท้ายังรู้พลาด คนฉลาดย่อมรู้พลั้ง (2)

"ข้อเสนอต่อประเทศไทย"(ตอนที่ 7) : เราจะออกจากกับดักความขัดแย้ง แล้วเดินหน้าต่อกันอย่างไร





“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” ตอนที่ 5: สี่เท้ายังรู้พลาด คนฉลาดย่อมรู้พลั้ง (2)

“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” ตอนที่ 5: สี่เท้ายังรู้พลาด คนฉลาดย่อมรู้พลั้ง (2)

 ที่มา: ไทยพับลิก้า

“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” โดย “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ซึ่งเขียนเป็นซีรีส์ 7 ตอนในเฟซบุ๊ก “Banyong Pongpanich”

ในตอนที่4 ได้วิเคราะห์ข้อผิด ข้อพลาด ต้นทุน ผลกระทบทางลบ ที่มาจากสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ (Thaksinocracy)”

ในตอนที่5 วิเคราะห์”ระบอบทักษิณ”คืออะไร…มีจริงหรือไม่…พัฒนามาอย่างไร

คุณนพดล ปัทมะ นักกฎหมายทุนอานันท์ฯ ที่ได้เนติบัณฑิตอังกฤษ บอกว่า “ระบอบทักษิณ” ไม่มีจริง…ถ้าอย่างนั้น “มวลมหาประชาชน” ก็คงกำลังต่อสู้อยู่กับลม กับเงา กับ Image Illusion อยู่น่ะสิครับ
อ.เกษียร เตชะพีระ เคยให้นิยาม “ระบอบทักษิณ” ว่าเป็น “อาญาสิทธิ์ทุนนิยมจากการเลือกตั้ง” ( Elected Capitalist Absolutism) และมีนิยามอื่นๆ อีกมาก ซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่ในสังคมประชาธิปไตยไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่มีพรรคการเมือง (ที่ไม่อิงกับอำนาจเผด็จการ) ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเด็ดขาด กำหนดนโยบายได้เต็มที่ และที่สำคัญ เป็นพรรคที่มีคนคนเดียว กุมอำนาจอย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จ และอันว่าอำนาจนั้น ย่อมเหมือนกันหมด เมื่อมีมากเกินไปไม่มีการถ่วงดุล ย่อมนำไปสู่การใช้จนเกินเลยได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะตั้งใจดีเพียงใด

สำหรับผม “ระบอบทักษิณ” เป็นแค่วิธีการ เป็นแค่กระบวนการ ที่คุณทักษิณใช้ในการบริหารประเทศ ในการบริหารการเมือง และไม่ได้มีระบอบ ไม่มีทฤษฎีที่ตายตัว ไม่มีแม้แต่ปรัชญาที่เป็นแก่นเสียด้วยซ้ำ ทุกอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปตามบริบท ตามสภาพสิ่งแวดล้อม ตามอำนาจต่อรองของฝ่ายต่างๆ ตลอดจนตามพลวัตรของโลก

แกนหลักของ “กลไกทักษิณ” ก็ผูกโยงอยู่กับ อำนาจ-การได้มาซึ่งอำนาจ-พรรคพวกนิยม-การกระจายรายได้สู่รากหญ้า-การชนะ เลือกตั้ง-อำนาจ วนเวียนอยู่อย่างนี้ โดยเจตนาดีที่อาจมีก็คือ ใช้ทุนนิยมโลกาภิวัตน์เข้ามากระตุ้น หวังให้เกิดความเจริญพัฒนาของประเทศตามนิยามสากล

ผมจะลองไล่ที่มา และพัฒนาการของสิ่งที่ผมจะขอเรียกว่า “กลไกแบบทักษิณ” ตามความเข้าใจของผมนะครับ

พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นับเป็นนักธุรกิจที่ประสพความสำเร็จสูงมาก ความจริงท่านก่อร่างสร้างตัวมาจากระบบ “พรรคพวกนิยม” ล้วนๆ คือเริ่มต้นจาก บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ ซึ่ง เป็นตัวกลางขาย IBM ให้กับหน่วยงานรัฐ (IBM ไม่ขายตรงให้รัฐ ต้องมีคนกลางมาประสานงาน จัดการตรงกลาง…ไม่รู้เพราะว่าเจ้าหน้าที่รัฐพูดปะกิดไม่ได้หรือไร) ต่อมาก็เริ่มได้สัมปทาน เช่น เพจเจอร์ติดตามตัวก่อน ตามมาด้วยโทรมือถือ เคเบิลทีวี (จากน้าเหลิม) ดาวเทียม สายการบิน ฯลฯ จะเห็นได้ว่า ธุรกิจหลักที่สำเร็จยิ่งยวดจะมาจากสองปัจจัย คือ เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ สัมปทานรัฐ ใบอนุญาตพิเศษจากรัฐ (ซึ่งก็คือการซื้อ การเช่า Monopoly หรือ Oligopoly นั่นเอง) กับมักจะเป็นเรื่องก้าวหน้า เป็นเรื่องวิสัยทัศน์อนาคต เป็นของใหม่ เทคโนโลยีใหม่สำหรับไทย (ข้อนี้เป็นคุณสมบัติดีของคุณทักษิณ ซึ่งภายหลังก็ได้นำมาใช้ในทางการเมืองเยอะ กล้าคิด กล้าทำ กล้า create สิ่งใหม่)

ที่มาภาพ :http://i.telegraph.co.uk
ที่มาภาพ :http://i.telegraph.co.uk

ถึงแม้ธุรกิจทุกอย่างจะเป็นเรื่องสัมปทาน เป็นเรื่อง “พรรคพวกนิยม” แต่คุณทักษิณ ไม่ได้แค่่ใช้ความได้เปรียบที่ซื้อหามาเท่านั้น ยังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ผลิตภาพ องค์กรธุรกิจของท่านทุกอันมีการบริหารสมัยใหม่ มีการพัฒนาคุณภาพตลอดเวลา ถือว่าเป็นองค์กรมาตรฐานสากล เทียบชั้นโลกาภิวัตน์ได้ทีเดียว พอนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2533 ก็นับเป็นมหาเศรษฐีไทยคนหนึ่งตลอดมา
คุณทักษิณเริ่มเข้าสู่การเมืองในปี 2537 โดยเป็น รมต.ต่างประเทศ สังกัดพรรคพลังธรรม ในสมัยรัฐบาลชวน 1 (ชวน หลีกภัย) แล้วก็มาเป็นรองนายกฯ สมัยคุณบรรหาร ศิลปอาชา กับมาเป็นรองนายกฯ ช่วงสั้นๆ ท้ายสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หลังวิกฤติเศรษฐกิจ 2540

ผมเดาว่า แรกเริ่ม คุณทักษิณอาจแค่ต้องการทำการเมือง เพื่อพิทักษ์ เพื่อขยายอาณาจักรธุรกิจ เพราะทุกอย่างที่ต้องอาศัยอำนาจรัฐย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องต่อรองกับการเมือง การเข้ากุมอำนาจรัฐเสียเอง ย่อมทำให้ปลอดภัยไร้กังวล

ในช่วงที่เข้าเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต หลังวิกฤติ (15 ส.ค. – 6 พ.ย. 2540) ผมได้มีโอกาสเจอ คุณทักษิณบ่นมาก ค่อนข้างหงุดหงิดกับวิธีแก้ปัญหาที่เชื่องช้า ไม่มียุทธศาสตร์ ท่านบ่นกับผมว่า “ถ้าให้ผมแก้ ใช้วิธี CEO พักเดียวก็จะดีขึ้นได้” ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ชวลิตลาออก รัฐบาลชวน 2 เข้ามาแก้ปัญหา รัฐธรรมนูญ 2540 มีผลใช้บังคับ พอกลางปี 2541 คุณทักษิณก็ตั้งพรรค “ไทยรักไทย” เพื่อเตรียมลงเลือกตั้ง

เคยมีผู้ใหญ่ที่ร่วมก่อตั้งพรรคเล่าให้ฟังว่า ตอนเริ่มต้น คุณทักษิณตั้งใจจะตั้ง “พรรคการเมืองคุณภาพ” โดยใช้พื้นฐาน”พรรคพลังธรรม” ที่ได้รับมรดกจากมหาจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ร่วมกับคณะ “คนดี” ที่เคยยอมเสียสละเข้าป่าเพื่อพัฒนาชาติไทย (หลายท่านยังช่วยอยู่จนทุกวันนี้) แต่หลังจากประเมินดูแล้ว ทำอย่างนั้นคงไม่มีโอกาสได้บริหารประเทศแน่ หรือไม่ก็ต้องใช้เวลานานมาก ก็เลยเปลี่ยนวิธี หันไปใช้กลยุทธของท่าน เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่ว่า “แมวขาว แมวดำ ไม่เป็นไร เอาไว้ก่อน เอาไว้จับหนู เสร็จแล้วค่อยคัดพันธุ์ ค่อยๆ กลายให้ขาวทีหลัง” (การกลายกลับเป็นว่า แมวขาวตายเกือบเกลี้ยง)
จะสังเกตได้ว่า ครม. ชุดแรกๆ ยังมีสมาชิกที่สังคมชื่นชมว่า “เป็นคนดี” อยู่ไม่น้อย แต่หลายท่านก็ค่อยๆ ทยอยจากไป เช่น ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย, รตอ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์ ฯลฯ คุณทักษิณเองก็เคยบ่นว่า พวกคนดีมักเปราะ นิดหน่อยก็ไม่อดทน สู้นักการเมืองอาชีพไม่ได้ อดทนได้ทุกอย่าง จะย้าย จะลดตำแหน่ง ลดบทบาท ก็ยังทนได้เสมอ อันนี้ตรงกับสุภาษิตจีนโบราณที่ว่า “พอมีอำนาจ คนดีมักจะถอยห่าง คนชั่วเข้าประชิด เพื่อเกาะกินอำนาจอันหอมหวานนั้น”

 ที่มาภาพ : http://thaingo.org/ 
ที่มาภาพ : http://thaingo.org/


ช่วงปี 2542-2543 พรรคไทยรักไทยสามารถรวบรวม ส.ส. แชมป์เก่า จากพรรคต่างๆ ได้ถึงกว่า 130 คน พอเลือกตั้งต้นปี 2544 เลยชนะถล่มทลาย ได้ ส.ส. ถึง 256 คน แถมตั้งรัฐบาล 324 เสียง ฝ่ายค้านพิการ อภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่ได้เลย

พอเป็นรัฐบาล คุณทักษิณก็ใช้ฝีมือในการบริหาร มีการกระจายทรัพยากรได้ดี ประชานิยมที่ดี ที่เฉยๆ และที่ห่วย ระดม ทยอยกันออกมา มีฝีมือ ขยายระบบนอกงบประมาณ ทำให้เงินสะพัด แปรรูป ปตท. ตลาดทุนเลยคึก เศรษฐียาจก happy ถ้วนหน้า ความหวังเบ่งบานทั้งสังคม (รายละเอียดอธิบายในตอนก่อนๆ แล้วครับ)

หลังครบสี่ปี เลือกตั้งใหม่ 2548 “ไทยรักไทย” ยิ่งชนะถล่มทะลาย ได้ ส.ส. 376 คน (ปชป. ได้แค่ 96) แม้ในกรุงเทพฯ ยังกวาดเกือบเกลี้ยง เลยตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด โดนประท้วงมากในเรื่องคอร์รัปชัน เรื่องรวบอำนาจ เรื่องทำลายองค์กรอิสระ รวมไปถึงความไม่จงรักภักดี แล้วเลยต้องยุบสภา พอเลือกตั้ง เม.ย. 2549 เลยถูกบอยคอต ไม่มีใครลงสมัคร แล้วก็เลยเป็นโมฆะ แก้เกมไม่ทันเสร็จ 19 กันยายน 2549 ก็ถูกปฏิวัติ แล้วก็เลยโดนคดีเป็นพรวน ถึงแม้พรรคที่ตั้งใหม่ยังชนะเลือกตั้งได้ทุกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ราบรื่น จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นที่รับรู้ทั่วไป ผมนำมาเรียบเรียงใหม่เพียงเพื่อประกอบการวิเคราะห์ พัฒนาการของ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งผมจะขอยกยอดไปเริ่มในตอนต่อไปนะครับ

  ....................................

 

“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” (ตอนที่ 4): สี่เท้ายังรู้พลาด คนฉลาดย่อมมีพลั้ง (1)

“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” (ตอนที่ 6) เจาะวิเคราะห์"ระบอบทักษิณ" ...ข้อดี..ข้อด้อย..จุดรุ่งเรือง..จุดเสื่อมถอย..จุดตกต่ำ

 

 

 

 

ผู้ร่วมเขียน