แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

คุณอ่างขางที่นับถือ... ขออภัยที่ข้อเขียนนี้จะยาวสักหน่อย

poonnook

จากกระทู้ http://www.tfn2.info/board/index.php?topic=19956.0


ผม พยายามอ่านบทความของคุณอ่างขางอยู่หลายรอบ..และใช้วิจารณญาณใคร่ครวญ..เพื่อ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่คุณอ่างขางกำลังพยายามสื่อกับพี่น้องคนเสื้อแดง ทั้งหลายในบทริบทที่เป็นประเด็นแนวคิดที่ว่า ““เจ้งเป็นเจ้งมาร่วมกันพังประเทศนี้กันดีกว่า ไม่ใช่ของเราคนเดียว ในที่สุดผมคิดว่าผมน่าจะได้ข้อสรุป และพอจะเข้าใจแนวคิดหรือความหมายของคุณอ่างขางที่นำเสนอในประเด็นนี้..(แม้ ผมจะไม่มั่นใจว่าจะตรงกับใจคุณอ่างขางคิดทั้งหมดหรือเปล่าก็ตาม)

ในประเด็นนี้โดยสรุปคุณอ่างขางกำลังพยายามสื่อไปถึงพี่น้องคนเสื้อแดงทั้งหลายให้ฉกฉวยโอกาสขณะที่ กลุ่มพันธมิตรแปลงกาย กำลังพยายามขับไล่รัฐบาลเทพประทานนี้ โดยคุณอ่างขางมองไปที่เป้าหมายเดียวกันระหว่าง คนเสื้อแดงกับพันธมิตรแปลงกาย เวลานี้ที่จะล้มรัฐบาลให้ได้ โดยคุณอ่างขางได้วิเคราะห์ว่า ถ้าคนเสื้อแดงฉกฉวยโอกาสอันดีนี้ แฝงเข้าไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตร เพื่อทำลายโครงสร้างอำนาจทางการปกครองของรัฐบาลเทพประทาน.. การกระทำเช่นนั้นจะส่งผลให้เกิด ปราบปรามประชาชน ขึ้นในบ้านเมืองอย่างแน่นอน พูดง่ายๆ ก็คือการเข้าร่วมของคนเสื้อแดงกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อล้มรัฐบาลนั้น คุณอ่างขาง พยายามสื่อให้เห็นว่าจะเป็นเหมือน การไปแหย่รังแตน ให้อำนาจทางทหารออกมาใช้กำลังอำนาจเถื่อน ปราบปรามประชาชน อีกครั้ง และคราวนี้คงจะรวมทั้งเหลืองและแดงด้วย ซึ่งครั้งนี้คงจะเป็นการ ต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับประชาชนโดยรวมเพื่อที่จะล้มอำนาจทั้งหมดของโครงสร้างอำนาจที่ ครอบประเทศนี้อยู่.. และเมื่อล้มอำนาจมืดที่ครอบประเทศนี้ได้แล้ว ค่อยไปไล่เช็คบิลเอากับคนอื่นที่เป็นเครือข่ายของอำนาจมืดนี้ในภายหลัง

โดย คุณอ่างขางได้จัดแบ่งแนวทางออกเป็น 4 แนวทางตามความถนัดหรือตามความต้องการของคนเสื้อแดงแต่ละกลุ่ม..ดังที่ได้ กล่าวไว้ในกระทู้.. (ซึ่งผมไม่ขอกล่าวซ้ำอีก) แต่จะขอเสนอเป็นความเห็นในประเด็นนี้บ้างเล็กน้อย เท่าที่สติปัญญา พอจะคิดได้บ้างครับ..

กรณีที่คุณอ่างขางกำลังพยายามสื่อให้ เห็นถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยอาศัยชนวนจากการล้มรัฐบาลเทพประทาน ในขณะนี้โดยหวังผลว่าในที่สุดแล้ว ประเทศชาติจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญโดยอาศัยพลังจากมวลชนที่ลุก ขึ้นสู้พร้อมๆ กัน ตามแนวทาง 4 แนวทางที่คุณอ่างขางกล่าวไว้นั้น.. กรณีลักษณะนี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า General Strike คือการลุกขึ้นต่อสู้อำนาจการปกครองของประชาชนทั้งหมด เป็นการทำลายโครงสร้างอำนาจโดยเด็ดขาด ระบบทุกอย่างในประเทศพังทลายลง เพื่อแสดงให้เห็นว่านี่เป็นการต่อสู้กับอำนาจที่ปกครองอยู่... ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาและ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศสำเร็จมาแล้ว เช่น ฝรั่งเศส, หรือใน ตูนีเซีย ขณะนี้.... แน่นอนครับว่าผลที่จะได้รับก็คือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอำนาจและของประเทศขนานใหญ่อย่างถึงราก.. แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะต้องสูญเสียมวลชน หรือประชาชนทั้งฝ่ายเหลือง..แดง หรือกำลังทหารเอง.. มิใช่น้อยก็ตาม (เหตุการณ์พฤษภาคม 2553 คงจะกลายเป็นเด็กๆ ไปเลย)

ปูนนก

แต่ทว่า..กรณี General Strike ในแบบที่คุณอ่างขาง กำลังนำเสนอนี้นั้น... จะไม่สามารถทำให้ประเทศไทยได้รับประชาธิปไตยมาได้ตามที่คนเสื้อแดงต้องการ แน่นอนครับ.. ถ้าเกิดเหตุการณ์ ปราบปรามประชาชนอย่างบ้างคลั่ง จริงๆ กรณีที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะมีอยู่ 2 แนวทางเท่านั้นก็คือ

1.
ประเทศไทยจะถูกปกครองโดยเผด็จอำนาจรูปแบบใหม่ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในแบบ ปิดประเทศเหมือนพม่า.. (ตัวอย่างเหมือนที่ฝรั่งเศสเมื่อเกิด General Strike แล้ว ก็ไม่ได้ประชาธิปไตย กลับได้เผด็จการจักรพรรดิ์นโปเลียนขึ้นมาแทน) เพราะจะต้องมีกองกำลังฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจสูงสุด และยึดครองประเทศนี้ไว้โดยใช้เป็นข้ออ้างในการปรับปรุงประเทศ (แต่จะใช้อำนาจนี้ได้นานเท่าใดไม่สามารถตอบได้ แต่ห้วงเวลานั้นจะกลายเป็น ยุคแห่งความกลัว ที่ครอบงำประเทศนี้ต่อไปจนกว่าอำนาจจะถูกโค่นอีกครั้ง)

2.
ประเทศ ไทยอาจจะแตกแยกเป็นกองกำลังหลายฝ่ายเหมือนเขมรสมัยที่เกิดเป็นเขมร 3 ฝ่าย ถ้าเกิดกรณีที่ว่าแต่ละกลุ่มมีกำลังอำนาจใกล้เคียงกัน.. ไม่สามารถยึดครองอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด.. อาจจะเกิดไทยเหนือ + ไทยอิสาน, ไทยภาคกลาง + กรุงเทพฯ , ไทยภาคใต้ ก็เป็นได้ และทั้งสามฝ่ายก็สู้รบกันด้วยกองกำลังเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเองต่อไป.. จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะสามารถรบจนชนะกับกองกำลังฝ่ายอื่นๆ ได้จนหมดสิ้น ซึ่งจะกินเวลากี่ปีไม่ทราบได้.. (เหมือนท่านนายกฮุนเซน สามารถเอาชนะกำลังฝ่ายอื่นได้) จากนั้นจึงค่อยๆ สร้างชาติกันใหม่.. แต่ก่อนหน้านั้นในสภาพเช่นนั้นเป็นสภาพที่เรียกว่า กลียุค..บ้านแตกสาแหรกขาด แน่นอน.. การฆ่าสังหารจะเกิดขึ้นอย่างหาที่สุดมิได้

บาง ท่านอาจจะกล่าวว่า ผมพูดเกินจริงไป เป็นไปไม่ได้เพราะอย่างน้อยต่างชาติ (UN) ก็คงจะต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเมื่อมีความขัดแย้งถึงขั้นนั้น.. ถ้าท่านใดคิดเช่นนั้นผมอยากจะให้ระลึกไปถึงเหตุการณ์ของ ติมอร์ตะวันออกเมื่อหลายปีมาแล้ว... เวลานั้น UN ก็เข้าไปแทรกแซงโดยกองกำลังต่างชาติเช่นกัน..ผลคือ ติมอร์แยกตัวออกไปจากอินโดนีเซีย

และที่สำคัญในขณะที่การต่อสู้กำลังรุนแรง และฝุ่นตลบอยู่นั้น ต่างชาติที่ว่าจะเข้ามาแทรกแซงในความขัดแย้งของประเทศไทยนั้น ควรจะเป็นใคร ผมมั่นใจว่า จะมี 2 ชาติคือ จีน กับ สหรัฐ ทั้งสองชาติย่อมจะไม่ยอมสูญเสียอำนาจอิทธิพลที่จะมีต่อประเทศไทยไปโดยง่าย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ของโลกในด้านเอเซีย.. ที่ เรียกว่าดินแดน Land Bridge มีพื้นที่ต่อเชื่อมกับมหาสมุทรสองด้านคือ แปซิฟิค (ทางอ่าวไทย) , และมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน)

ขณะที่ พื้นแผ่นดินก็สามารถเชื่อมต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของเอเชียได้.. ดังนั้นพื้นที่ Land Bridge ตรงนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการควบคุมการค้า เส้นทางการเดินเรือ การขนส่ง และอำนาจทางทหาร ด้วยภูมิศาสตร์แบบนี้แหละที่ท่านนายกทักษิณ จึงมีวิสัยทัศน์ในการสร้าง สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจทางภาคเหนือ (ไทย, พม่า, ลาว, จีน) และสามเหลี่ยมเศรษฐกิจทางภาคใต้ (ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย) ไงครับ...

ทีนี้มาสู่ประเด็นว่าทำไมผมจึงคิดว่าการเข้าร่วมของคน เสื้อแดงจะไม่สามารถทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนโครงสร้างเป็นประชาธิปไตยได้ทันที ทั้งๆ ที่มีมวลชนมากมาย.. เหตุผลก็เพราะว่า คนเสื้อแดงปัจจุบันขาดการจัดตั้งเป็นองค์กรที่ชัดเจนครับ ต้องยอมรับว่าเวลานี้คนเสื้อแดงไม่มีองค์กรนำที่เป็นหลักยึด, คนเสื้อแดงมีแต่อุดมการณ์, คนเสื้อแดงไม่มี พรรคการเมืองอุดมการณ์คนเสื้อแดง มีแต่พรรคนายทุนทักษิณ ดังนั้นเราจึงไม่เคยเห็นนโยบายใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ ของประเทศนี้จากพรรคเพื่อไทย (มีใครเคยได้ยินท่านนายกทักษิณ พูดถึงเป้าหมายการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของประเทศบ้าง) นอกจากนโยบายประชานิยม เพื่อต้องการได้รับเลือกตั้งเข้าไปมีอำนาจรัฐ. (แล้วก็ถูกอำนาจเถื่อนล้มอีก) ..

คนเสื้อแดงไม่มี กองกำลังติดอาวุธ ที่ทำงานประสานกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง.. (คนเสื้อแดงคาดหวังความช่วยเหลือจากกองกำลังที่อื่นเสมอทำให้ล้มเหลวมา ตลอด)..

ดังนั้นในมุมมองของผม สำหรับกรณีของ พันธมิตรแปลงร่าง ที่กำลังขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ผมมองว่า ทั้งฝ่ายพันธมิตร (เหลือง) และรัฐบาล (น้ำเงิน) กำลังต่อสู้กันเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งผลประโยชน์จากการได้อำนาจรัฐนั้น น่าจะเป็นการต่อสู้กันเพื่อ เขี่ย ให้พันธมิตร ออกไปจากเส้นทางแห่งผลประโยชน์.. และเป็นการต่อสู้กันจริงๆ อย่างเอาเป็นเอาตายด้วย.. ต่อไปนี้จะไม่มีคำว่า พันธมิตร อีกต่อไปแล้ว.. คอยดูการชุมนุมวันที่ 25 มกราคม นี้ก็ได้.. พันธมิตรจะถูกแยกสลาย เหลือแต่การเอาตัวรอดของแต่ละบุคคล.. สนธิไปทาง, จำลองไปทาง, และคนอื่นๆ ก็หนีตายกันไปคนละทิศละทาง แล้วแต่ว่าใครจะเข้าไปซุกปีกใครเท่านั้น.. แต่จะไม่มีมวลชนพันธมิตรอีกต่อไปแล้ว ทีนี้ก็คอยดูกันว่า สนธิ จะมีอะไรออกมา Surprise เหมือนที่เคยขู่เอาไว้หรือเปล่า หรือไม่ถูกสั่งให้ปิดปากเงียบเสียงด้วยโบนัสก้อนโต แล้วให้มายอมสยบอยู่ใต้ตีนเหมือนเดิม อะไรก็เกิดขึ้นได้ให้คอยดูกัน

แต่ ที่แน่ๆ ก็ฟาดฟันกันครั้งนี้ระหว่าง พันธมิตร (เหลือง) กับรัฐบาล (น้ำเงิน) จะไม่มีใครยอมใครง่ายๆ เพราะหมายถึงชีวิต ซึ่งก็หมายความว่า ต้องมีฝ่ายหนึ่งแพ้ และฝ่ายหนึ่งชนะ (แต่ก็เลือดสาดบาดเจ็บสาหัส เผลอๆ ตายทั้งคู่)

ด้วยเหตุที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น ผมจึง ขออนุญาต เห็นต่างจากคุณอ่างขาง ตรงที่ว่า เวลา นี้คนเสื้อแดงควรจะ สงบอยู่ในที่ตั้ง แต่ให้สั่งสมกำลังและจัดระบบโครงสร้างภายในให้ชัดเจนก่อนจะดีกว่า..(แต่ไม่ ได้หมายความว่าทิ้งจังหวะเวลาไปตัองคอยสังเกต shot ต่อ shot)” ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาตัวไปยุ่งเกี่ยวกับการ ฟัดกันของสองเสือนี้.. เพราะถ้าคนเสื้อแดงยังไม่มีโครงสร้างของแนวทางที่เป็นหลักยึดที่ชัดเจน จนกลายเป็นอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนแล้ว แค่กำลังมวลชนไม่พอครับ เราคงจะต้องรอจนกว่าจะมีการจัดตั้งเป็นรูปขององค์กรนำที่ชัดเจนก่อน.. มิฉะนั้นสุดท้ายประเทศไทยก็จะหนีจากอำนาจเผด็จการแบบมือที่มองไม่เห็น... กลายเป็นอำนาจเผด็จการแบบขุนศึก แทนครับ

ถึง อย่างไรการต่อสู้ระหว่างคนเสื้อแดงกับอำนาจที่มองไม่เห็นเพื่อเปลี่ยนประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตยต้องเกิดขึ้นครับ..แต่คงจะยังไม่ใช่วันนี้

ปูนนก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ร่วมเขียน