แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หนทางที่ต้องเลือก

หนทางที่ต้องเลือก

เนื่องจากชนชั้นปกครองไม่สามารถสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของประชาชนด้วยการปราบปรามเหมือนเช่นในอดีตได้อีก จึงเสนอแนวทางสมานฉันท์ออกมา เพื่อสร้างภาพให้เห็นเสมือนว่า พวกเขาไม่ต้องการความรุนแรง แต่ สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของความพยายามนี้ ก็เพื่อต้องการจะผ่อนคลายความขัดแย้งในสังคมไทยที่ถูกทำให้แตกแยกอย่างยับเยินด้วยน้ำมือของพวกเขา และเพื่อหวังจะลดทอนบทบาทการเคลื่อนไหวต่อสู้ของแนวทาง”ปฏิวัติ”ของประชาชน ให้กลายไปเป็นการต่อสู้ที่ขาดพลังของการ”ปฏิรูป” ที่ค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้นเอง

ใครก็ตามที่เห็นด้วยหรือยอมรับแนวคิด ”ประนีประนอม”ของชนชั้นปกครองที่มีเลศนัยแอบแฝงอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ ก็เท่ากับปฏิเสธแนวทางการต่อสู้แบบปฏิวัติและวิถีทางของมันอย่างสิ้นเชิง ในทางปฏิบัติ....ถือว่าเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีทางต่อสู้ของประชาชนให้กลายไปเป็นเพียงหางเครื่องของแนวทางปฏิรูป ภายใต้การอำนวยการของนักปฏิรูปฝ่ายเสรีนิยมนายทุนน้อยนั่นเอง ต่อสถานการณ์เช่นนี้ การ “จำแนกแนวทาง” จึงเป็นเรื่องจำเป็น

มาร์กซได้กล่าวไว้ว่า แต่ละก้าวย่างของการเคลื่อนไหวที่เป็นจริงนั้น มีความ สำคัญยิ่งกว่าการกำหนดนโยบายหนึ่งโหลด้วยท่วงท่า (ที่เย่อหยิ่ง) ของ”ผู้ชนะ” และยิ่งเมื่อนำมาผสมผสานเข้ากับความ”ไม่รู้” “ความสับสน” ในแนวทางการต่อสู้ และความคลั่งไคล้ในรูปแบบของการ”บูชาตัวบุคล” ที่มีทัศนะคับแคบแล้ว ยิ่งจะนำพาไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย ผมไม่เคยปฏิเสธการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของมหาชน และยังมีความเชื่ออยู่เสมอว่านั่นเป็นการบ่มฟักของ การไปสู่ความมี ”จิตสำนึก” เสียด้วยซ้ำไป

การเคลื่อนไหวหรือยุทธการแบบ ”แม่น้ำร้อยสาย” ที่กระจัดกระจายไร้การจัดตั้ง หรือถึงแม้จะเรียกว่าเป็นการจัดตั้ง ก็เป็นได้เพียงการจัดระเบียบมวลชนอย่างหลวมๆ โดยไม่มีศูนย์การนำอย่างเป็นระบบ คงไม่ใช่แนวทางที่จะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน ประชาชนจะต้องมีพรรคการเมืองก้าวหน้าเป็นกองปัญชาการ สามารถเคลื่อนไหวโดยผ่านการจัดตั้งที่มีวินัยไปปลุกเร้ามวลชนที่สูญเสียความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองไปอย่างยาวนานให้กลับคืนมาอีกครั้ง แม้จะอยู่ท่ามกลางภาวะการโหมโฆษณาชวนเชื่ออย่างบ้าคลั่งของชนชั้นปกครองโดยอ้างนัย ”เพื่อความมั่นคง” ของชาติมาบังหน้าก็ตาม

ปรากฏการณ์ที่มหาชนชาวไทยผู้เคยสงบเสงี่ยม เริ่มมีความรู้สึกแข็งขืน ต่อต้าน และไม่ยอมรับต่อการปกครองที่เห็นประชาชนเป็นเพียงไพร่ทาสอีกต่อไป ความอัดอั้นทั้งมวลจึงได้ระเบิดออกมาอย่างต่อเนื่องโดยธรรมชาติของคนที่สิ้นหวัง หรือกำลังจะสิ้นหวัง มวลชนที่ตื่นตัวเข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้นั้น ส่วนใหญ่นั้นยังเป็นแบบ”เป็นไปเอง”มากกว่าที่ตื่นตัวเพราะจิตสำนึก สืบเนื่องมาจากมีความอึดอัดขัดข้องกับความฝืดเคืองในการดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจ และไม่พอใจกับสังคมที่ไร้ความเป็นธรรม ต้องการมีชีวิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย อย่างน้อยก็ให้ขอกลับไปสู่จุดที่เคยเป็นเช่นในยุคสมัยของคุณทักษิณ

ภาระหน้าที่ๆต้องบอกกล่าวแก่มวลชนคือ ชี้ให้พวกเขาได้เห็นถึงต้นตอของความทุกข์ยากและต้นตอของความเลวร้ายต่างๆที่ต้องทนแบกรับมาหลายชั่วคน เพื่อให้มหาชนส่วนข้างมากให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพียงพอต่อมูลฐานของความเป็นปฏิปักษ์หรือความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ ระหว่างผลประโยชน์ของพวกเขากับระบบการเมืองที่กดขี่เอาคนลงไปเป็นทาสสมัยใหม่ของระบอบเผด็จการศักดินา แทนการก่นด่าโจมตีศัตรูประชาชนด้วยความสะใจและไร้สาระ

จากจุดอ่อนนี้เองชนชั้นปกครองจึงได้ประดิษฐ์ ”รูปแบบ” การดำรงชีวิตจอม ปลอมออกมาหลอกลวง เพื่อหวังจะหยุดยั้งและสลายการพัฒนาจิตสำนึกทางการเมืองของชนชั้นล่างอย่างพวกเราทั้งหลายให้เจือจางลงไป โดยร่วมมือกับนายทุนใหญ่ระดมผลิตวัฒนธรรมการบริโภคที่ฟุ้งเฟ้อเกินพอของระบอบทุนนิยมออกมาเสนอต่อประชาชน เชิดชูค่านิยมในการเสพสุขโดยไม่ต้องทำงานออกมามอมเมาโดยผ่านสื่อต่างๆอย่างไม่ขาดสาย

อีกด้านหนึ่งก็สร้างภาพและพร่ำบ่นถึงความ ”อยู่เจียมกินเจียม” พร้อมไปกับการโฆษณาชวนเชื่อที่มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน มันช่างขัดกันกับความจริงราวกับสีขาวและสีดำ ดังนั้นจึงไม่อาจปกปิดเล่ห์กลที่ใช้หลอกลวงประชาชนได้อีกแล้ว การยัดเยียดแนวคิดเหล่านี้คือการกวาดต้อนประชาชนให้ไปใช้ชีวิตอย่าง “ยอมจำนน” นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อประชาชนเองแล้ว ยังบั่นทอน ”พลังขับเคลื่อน” อันมหาศาลของมหาชนที่จะทำการผลิตเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชาติโดยรวมอีกด้วย

แม้นักต่อสู้บางคนจะเคยศึกษาบทเรียนการเคลื่อนไหวของประชาชนผู้ถูกกดขี่ในอดีตมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่เงื่อนไขต่างๆได้เปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างมากมาย ประชาชนไทยในยามนี้กล่าวได้ว่ายังไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้กับพวกเผด็จการอำมาตย์มาอย่างพอเพียง อีกทั้งไม่มีตัวอย่างรูปธรรมของความจัดเจนในอดีตให้เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะขาดความต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ทำให้ไม่อาจจำแนกแนวทางผิดถูก และของแท้ออกจากของเทียมได้

ผิดกับฝ่ายตรงกันข้ามที่ได้พัฒนาวิธีและเล่ห์กลใหม่ๆขึ้นมาครอบงำประชาชน นักต่อสู้รุ่นใหม่ของเรากลับหยุดอยู่กับที่ ไม่ได้พยายามพัฒนารูปแบบการต่อสู้ให้หลากหลายแยบยลเท่าที่ควรจะเป็น ยังคงยึดติดอยู่กับแนวทางเดิมๆอย่างเหนียวแน่น นักปฏิวัติรุ่นเก่าหลายคนก็ถูกดูดซับเข้าไปในระบอบทุนนิยม จนแทบจะไม่หลงเหลือแม้แต่ท่วงทำนองที่ดีงามเดิมๆให้เห็นอีก

เท่านั้นไม่พอ บางคนยังไปรับใช้ระบอบเผด็จการที่ตนเคยต่อสู้คัดค้านอย่างเอาเป็นเอาตายมาแล้วอีกด้วย แม้ส่วนหนึ่ง....ที่ยังมีไฟอยู่ก็ได้แต่หวนระลึกถึง ความหลังเก่าๆและนั่งเล่าเรื่องตำนานการต่อสู้ของตนให้คนรุ่นหลังฟังด้วยความภาคภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้ผลิตองค์ความรู้อันใดหรือพัฒนาวิถีทางใหม่ๆขึ้นมาเพื่อตกทอดไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลังได้ศึกษาเลย ซ้ำร้ายบางคนยังสร้างความสับสนในแนวคิดและวิถีปฏิบัติให้คนรุ่นนี้อีกด้วย

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ”นักปฏิวัติ” บางคนยังถูกทำให้เป็นเครื่องมือ หรือกลายเป็นเครื่องมือของนักปฏิรูปไปอย่างไม่รู้ตัว โดยอาศัยภาพลักษณ์ของความเป็น ”มือเก่า” ที่เคยผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน มาโฆษณาสนับสนุนแนวคิดที่ ”ยอมจำนน” ของพวกนักปฏิรูป ปัจจุบันสรรพสิ่งเปลี่ยนไปมากมาย แต่ความคิดหวังพึ่งระบบอุปภัมภ์ของนักปฏิรูปยังไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งเราจะเห็นได้จากการเสนอความคิดที่บูชาตัวบุคคล เน้นความสามารถของปัจเจกชนอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งยังแก้ต่างเพื่อให้ดูดีอีกด้วย

ภายใต้ม่านบังตาที่บรรดานักปฏิรูปพยายามสร้างขึ้นนี้ พอจะดึงดูดมวลชนและแนวร่วมได้บ้าง แต่จะไม่สามารถนำมวลชนก้าวไปสู่ชัยชนะได้ หากการเดลื่อนไหวยังดำเนินไปอย่างไร้ทิศทางที่แน่นอน ไร้เอกภาพและไร้จิตสำนึกเช่นนี้ ความหวังของคนรุ่นใหม่ที่จะแสวงหาและค้นพบแนวทางการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชาติไทยออกจากแอกของระบอบเก่านั้น.....กล่าวได้ว่ายังห่างไกลเหลือเกิน

ในยุคสมัยที่เผชิญหน้าเราอยู่นี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมกันศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไหวทั้งมวลที่ผ่านมาในอดีต รวมไปถึงสภาพความเป็นจริงของปัจจุบัน เพื่อไปกำหนดนโยบายและยุทธวิธีในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าเดิม เพื่อพามวลชนให้ก้าวพ้นออกจากการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เป็นไปเองตามธรรมชาติไปสู่การเคลื่อนไหวอย่างมีจิตสำนึกให้ได้ อย่างน้อยที่สุดเรายังมีความหวังและได้เห็นกับตาแล้วว่า การที่มหาชนได้ออกมาต่อสู้คัดค้านการครอบงำของเผด็จการอำมาตย์ในขอบเขตทั่วประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อนเช่นในขณะนี้ ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนการพัฒนาที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่งของประชาชาติไทย

คนที่ไม่ยอมก้มหัวยอมรับชะตากรรมภายใต้การกดขี่ของพวกเผด็จการอำมาตย์ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ก้าวออกมามีบทบาทในแถวหน้า ต้องสำนึกในภาระหน้าที่ๆจะนำพามวลชนให้ก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางให้ได้ ไม่ใช่คอยฉุดรั้งให้ถอยหลังกลับไปสู่แอกและโซ่ตรวนของระบบศักดินาสวามิภักดิ์ด้วยแนวทางการต่อสู้เรียกร้องแบบเดิมๆอีก ขอให้มันเป็นเพียงยุทธวิธีหนึ่งเท่านั้น อย่าได้สืบสานความคิดและแนวทางของพวกฉวยโอกาสเลย รังแต่จะกลายเป็นเครื่องมือไปคลี่คลายสถานะความขัดแย้งภายในที่พวกชนชั้นปกครองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ไม่อยากจะคิดจนเลยไกลไปว่า เป้าหมายแท้จริงของนักปฏิรูปที่เสนอแนวทางประนีประนอมอย่างสุดขั้วแต่เพียงอย่างเดียวนั้น คือการอาศัยพลังของมวลชนเป็นบันไดปีนป่ายขึ้นไปเพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความทะเยอทะยานทางการเมือง เพื่อยกระดับตนเองขึ้นไปเป็นชนชั้นปกครองรุ่นใหม่ต่อไป ยามเมื่อถึงจุดนั้นแล้วก็จะทำตัวเสมือนผู้นำบางคน ในบางประเทศ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวีรบุรุษในดวงใจของประชาชน ก่อนที่จะกลับกลายไปเป็นทรราชย์ผู้ถูกสาปแช่ง เกลียดชัง เหมือนนักแสวงโชคทางการเมืองหลายๆคนที่ประชาชนไทยกำลังชิงชังรังเกียจอยู่ในขณะนี้

ที่มา : newskythailand.com

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ12 มิถุนายน 2555 00:10

    คิดกันเอ๊ง... ว่าตัวเองถูก
    ทั้งเหลือง ทั้งแดง


    เลิกเล่นกีฬาสีเหอะ

    เบื่อแล้ว

    ตอบลบ

ผู้ให้ข้อมูลร่วมกัน