แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มหา นครแห่งการเข่นฆ่า

ควัน สีดำปกคลุมทั่วท้องฟ้ามหานครแห่งการเข่นฆ่า
อุณหภูมิการกดขี่ พวยพุ่งขึ้นสูงสุดถึงจุดแตกหัก
ห่ากระสุนกระชากวิญญาณนักต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยมิรู้จบสิ้น
ชีวิตร่วงลงอย่างรวดร้าวในม่านควันข้อมูลข่าวสาร แตกต่างบดบังตา

มิใช่มือของพี่น้องร่วมชาติหรอกหรือ ที่เหนี่ยวไกปืนอยู่อีกฝั่งฟากสามัญสำนึก
เสียงปรบมือสาสมใจ กลืนกลบเสียงหวีดร้องร่ำไห้ระงม
ขมขื่นเกินกว่าดวงใจแบกรับไหว

ใคร เล่าจะคาดคิด
ว่าหยาดเหงื่อแรงงานและความรักที่มีต่อประเทศชาติ จะย้อนกลับมาตอบแทนประชาชน
ทางปากกระบอกปืน !

ควัน สีดำปกปิดความลับประเทศไว้
ในความโกลาหลนั้นมีความดีความชั่ว ปะปน
ความดีถูกฝังแน่นยาวนานในหัวสมองพิกลพิการใต้ซากเงาบ้านหลังใหญ่อัน ร่มเย็น
และมิต้องเอ่ยถึงความชั่วผู้จุดเชื้อไฟลามเลียโลกฟุ้งเฟ้อสุข สบาย ณ มหานครแห่งเทพฯ
เพราะนั่นเป็นวาทะกิจของผู้สิ้นไร้ความชอบธรรม ที่จะไขว่คว้ามันขึ้นมาสังหารประชาชนวันต่อวัน

ควัน สีดำพวยพุ่ง
เปิดเผยบาดแผลเรื้อรังของประเทศให้นานาอารยะรับรู้
ว่า ความต่ำต้อยด้อยค่าของประชาชนชั้นล่างนั้นไร้พรหมแดนความรู้สึก
มันผ่าน การสั่งสม อดทน อดกลั้น เจียมตัวและเสียสละมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ผู้ถูก ตีค่าแหลกละเอียดยิ่งกว่าธุลีดินใต้พื้นรองเท้าขลิบทอง
จึงเหมือนหัวใจ แตกสลาย

พวกเขาถูกคนที่เขาเคยรักและไว้วางใจที่สุด...ฆ่า ในบ้านของตัวเอง !

หลัง ม่านน้ำตา...
ประกายไฟคุกรุ่นลุกลามลึกลงในหัวใจของผู้ถูกกระทำย่ำยีทั่ว ทั้งแผ่นดิน
พร้อมจะหลอมรวมแผ่ขยายเป็นดวงไฟแห่งมวลมหาประชาชน
ส่อง สว่างนำไปสู่แผ่นดินแห่งเสรีภาพ เสมอภาค และไร้การกดขี่

หากนี้คือ จุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่สายธารการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครล่วงรู้
ผู้ ศรัทธาในความเป็นธรรม...
ไม่มีโลกใดอื่นโหดร้ายเลวทรามเกินกว่าให้หวั่น เกรงอีกต่อไปแล้ว

บน หนทางการต่อสู้ทางชนชั้นที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า


โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 5/28/2010 12:08:00 ก่อนเที่ยง

“การ์ด นปช.” กล้าหาญ เสียสละ ทุกคน สุดท้าย ตายเรียบ



จอมขมังเวทย์


>>>>> การ์ด นปช. แนวหน้า กล้าหาญ เสียสละ ทุกคน สู้ไม่ยอมถอย เพราะเป็นห่วงว่า พี่น้อง เสื้อแดง ที่อยู่แนวหลัง และ หน้าเวที จะบาดเจ็บ ล้มตาย สุดท้าย พวกเขา ตายเรียบ
>>>>> กล้าหาญ โดยไม่มี อำนาจรัฐ สุดท้าย ก็เป็นเพียง "นักสู้ธุลีดิน" ที่เขามองแค่เพียง "พวกหัวรุนแรง" ต้องกำจัดให้สิ้น
>>>>> กระทู้นี้ ขอสดุดี ความกล้าหาญ และ เสียสละ ของพวกเขา ขอให้ ดวงวิญญาณ ของพวกเขา ไปสู่สุคติ ทุกคน



<<< แด่ นักรบผู้กล้า นัก รบนิรนาม นักรบธุลีดิน >))



เขาปกป้องมวลชน
เขาสู้จนสิ้นชีพ ชีวาวาย
เขาสู้ตายอย่าง ถวายชีวิต
เขาคือ นักรบผู้กล้า นักรบนิรนาม นักรบธุลีดิน

ไม่รู้ว่าตายกันเยอะไหม เศร้าใจจริงๆ
เราไปนอนที่ราช ประสงค์มา รู้สึกได้เลยว่า
พวกเขาพยายามปก ป้องชีวิตเราเอาไว้ ทุก วัน ทุกคืน

ช่วงหนึ่งที่มีเสียงปืน และระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
เรายังวิ่งหลบหา ที่กำบัง
แต่เห็นสาวน้อย วัยรุ่นสองคน ถือไม้วิ่งเข้าหา
เราเห็นแล้วอึ้ง เลย
การ์ดบางคนมิได้ เป็นชายฉกรรจ์ไปทั้งหมด
บางคนเป็น ผู้หญิง เด็กวัยรุ่น
บางคนมีลูกอ่อน ตอนปกติหารายได้รับชาร์จไฟ
แต่ยามข้าศึกบุก เธอไปอยู่แนวหน้า
พวกเธอช่างกล้า หาญกันจริงๆ

จะขอจดจำวีรกรรมของพวก เขา
จะขอสานต่ออุดม การณ์ที่ยังสานไม่เสร็จ
พวกเขาจะต้องไม่ ตายฟรี
ถึงแม้จะมีการ บิดเบือนหลายๆ อย่างในระหว่างนี้
แต่ความจริงจะ ปรากฏในสักวันหนึ่ง
เราจะไม่เป็นผู้ แพ้ไปตลอดกาล
เพื่อไม่ให้ผู้ มีอำนาจ
บิดเบือนประวัติ ศาสตร์ได้ตามอำเภอใจ

ถึงแม้พวกเขาบางคนอาจจะ ตาย
แต่วีรกรรมมิได้ สูญหาย
จะถูกเล่าขาน เป็นตำนานตลอดไป
หลับเถิด เหล่านักรบผู้กล้า นักรบนิรนาม นักรบธุลีดิน


โดย มาหาอะไร


LETTER FROM AMERICA “The Failure of Thailand’s Democracy”

Posted by editor01

หมายเหตุไทยอีนิวส์: เป็นความเห็นจากชาติมหาอำนาจต่อสถานการณ์ในเมืองไทยที่ต้องการไม่ให้เกิด
เหตุการณ์ ความรุนแรงเพิ่มเติม พร้อมเล็งเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกสำหรับเหตุการณ์
และการตัดสินใจ ที่จะให้อำนาจต่อประชาชนในชนบทของคนเมืองจะเป็นการตัดสินใจ ที่ถูกต้อง
เช่น เดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1832

LETTER FROM AMERICA “The Failure of Thailand’s Democracy”
http://www.nytimes.com/2010/05/26/world/asia/26iht-letter.html


โดย ริชาร์ด เบิร์นชไตน์
ตีพิมพ์: 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
แปลไทยโดย siam democracy cooperative
http://democoop.wordpress.com/2010/05/30/bernstein250510/#more-41

นิวยอร์กหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่กองทัพไทยจะเข้าสลายการประท้วงต่อต้านรัฐบาลออก จากกรุงเทพฯ และส่งผู้ชุมนุมกลับภูมิลำเนา
ในชนบท ในระหว่างการสรุปข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน
นัก ข่าวท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามต่อนายฟิลิป เจ โครว์เลย์ โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ ว่าสถานการณ์ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีนัยสำคัญในวงกว้างหรือไม่

นายโครว์เลย์ตอบว่าผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถให้คำตอบที่ครอบคลุมได้ในขณะนี้ สิ่งที่น่าจะพอสรุปได้ก็คือ
ในสังคมไทยได้มีความแตกแยกระดับพื้นฐานหลาย ประการ
และทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้และพัฒนาไปสู่ประชาสังคมที่ไม่ มีการแบ่ง แยกได้ก็คือการเจรจากันด้วยสันติวิธี

การที่นายโครว์เลย์ ไม่ต้องการ ให้คำตอบในลักษณะ ครอบคลุมในวงกว้างในขณะที่การเผชิญหน้าในกรุงเทพฯ
กำลังดำเนินมาถึงจุดแตกหักเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุการณ์เช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน
และสหรัฐอเมริกาเองก็ มี ประเด็นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ อีกหลายประเด็นที่ยังคงต้องจัดการอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อดูเหมือนว่าสถานการณ์รุนแรงเฉพาะหน้าจะสิ้นสุดลงแล้ว ณ ขณะนี้ บางทีอาจจะถึงเวลาที่เราจะได้พิจารณา
คำถามของนักข่าวท่านนั้นเกี่ยวกับ นัย สำคัญของประชาธิปไตยในประเทศไทย และต่อไปนี้เป็นความพยายามของผมที่จะตอบคำถามนี้:

ในมุมมองของผู้ อยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ถึงสหรัฐอเมริกา เหตุความวุ่นวายในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญและน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามันได้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของตัวแบบประชาธิปไตยที่สหรัฐ อเมริกาได้ทำการส่งเสริมสนับสนุนอยู่เสมอมา ไม่เพียงในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย

และเมื่อพิจารณาว่าทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ของประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ซึ่งรวมถึงประเทศจีน พม่า
และเวียดนาม ล้วนแต่ยึดระบอบการปกครองที่รวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้โดยพรรคการเมืองเพียงพรรค เดียว
แนวทางจัดการด้วยวิถีทางประชาธิไตยในเอเชียจึงดูจะขาดประสิทธิภาพ และไร้ เสถียรภาพ


นายโรเบิร์ท ดี แคปแลน นักเขียนและสมาชิกอาวุโสขององค์กร Center for a New American Security ได้ตั้งคำถาม
ในขณะที่วิกฤติการณ์ในประเทศไทยกำลังพัฒนาไปสู่จุดแตกหัก ว่า
ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการที่รัฐไทยอ่อนแอและและแตกแยกมาก ขึ้น?” คำตอบของเขาคือประเทศจีน

ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยนับเป็นปราการสำคัญของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือว่า
มีความแข็งแรง มั่นคง และเป็นประเทศเจ้าภาพที่เชื่อถือได้ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการจัดฝึกอบรมร่วมกับกองทัพไทยทุกๆ ปี ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สหรัฐอเมริกาให้ความเชื่อถือและมีความร่วมมือมาก ที่สุดในภาคพื้นนี้นับตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม
ดังนั้นเมื่อรัฐไทย กำลังอ่อนแอลงอย่างมากถึงขนาดที่เราไม่สามารถจะเพิกเฉย ได้อีกต่อไป
สิ่ง ที่ผมขอเรียกว่า การคืบคลานอันแยบยลของประเทศจีนที่จะครอบคลุมภูมิภาคนี้ ก็กำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่ เคยที่จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น หรือมีเสถียรภาพอย่างสมบูรณ์ เหตุการณ์อย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ได้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ประชาธิปไตยของไทยถูกทำให้อ่อนแอลงจากปัญหาการทุจริตในทุกระดับ รวมถึงการซื้อเสียงที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเขตชนบท

แต่ที่ผ่าน มายังคงมีพระมหากษัตริย์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทย ผู้ซื่งมีบทบาทถ่วงดุลย์และรักษาเสถียรภาพในสังคมได้ นอกจากนั้น ก็ยังคงมีกองทัพที่แม้ว่าในบางครั้งอาจจะไม่ได้สมัครใจนัก แต่ก็พร้อมจะเข้ายึดอำนาจเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้

สถานการณ์ ในประเทศไทยปัจจุบันมีความแตกต่างออกไป เมื่อพระมหากษัตริย์ผู้มีพระชนมายุ 82 พรรษา ทรงพระประชวรมาระยะหนึ่งแล้ว

นายคาร์ล ดี แจ็คสัน หัวหน้าภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา School of Advanced International Studies แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอบกินส์ กล่าวว่าประเทศไทยโดยเนื้อแท้แล้วมีระบบซึ่งกลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ จะยอมรับรัฐบาลที่ได้รับเลือกจากกลุ่มคนในชนบท ตราบเท่าที่กลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ นั้นสามารถตัดสินใจได้ว่ารัฐบาลดังกล่าวจะถูกขับออกไปเมื่อไรก็ได้นายแจ็คสันกล่าวต่ออีกว่า ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2535 จนถึง พ.ศ.2544 รัฐบาลผสมที่อ่อนแอหลายรัฐบาลมักถูกขับออกไป เมื่อมีการทุจริตกันอย่างน่ารังเกียจจนเกินไป

ดูเหมือนว่าระบบที่ เคยเป็นมาได้ถูกสั่นคลอนอย่างถาวรโดยการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายทักษิณมีลักษณะเป็นนักประชานิยมที่มีบุคลิกภาพโดดเด่นแบบที่บางครั้ง สามารถเกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ขาดความแน่นอน นายแจ็คสันเปรียบเทียบนายทักษิณ ว่าเป็นเสมือน นาย Huey P. Long ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียน่า ในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาและได้รับความชื่นชมจากกลุ่มผู้สนับสนุน ของเขาเป็นอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันก็ถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นผู้ที่พร้อมจะก้าวไปสู่การเป็น เผด็จการ

การเปรียบเทียบนาย Long กับทักษิณนี้ดูจะเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นายทักษิณเคยเป็นและยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มคนชนบทที่ยากจนซึ่งเป็นฐานสำคัญ ของการประท้วงในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมานี้ ขณะที่กลุ่มอำนาจหลักในสังคมไทยมองว่านายทักษิณเป็นผู้ทุจริต หว่านซื้อเสียงจากคนในชนบท และเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

และ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มที่อ้างอิงกันทั่วไปว่ากลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ จึงได้ทำการยึดอำนาจจากนายทักษิณในพ.ศ.2549 และได้ก่อให้เกิดสภาวะทางตันทางการเมืองซึ่งดำเนินต่อมาจนทุกวันนี้

นาย แจ็คสันกล่าวถึงสภาวะทางตันนี้ว่าปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของระบบการเมืองไทยคือ อำนาจเงินตราส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ในขณะที่ส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ

มี ทางออกหรือไม่?

ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ กลุ่มหลัก 2 กลุ่มในระบบการเมืองไทย กล่าวคือ กลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ และเสียงส่วนใหญ่ในชนบท จะต้องเรียนรู้จากความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้รุนแรงน้อยลง แม้ว่ามันอาจจะหมายรวมถึงว่ารัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณหรือรัฐบาลที่คล้ายคลึง กับรัฐบาลทักษิณอาจจะได้รับเลือกขึ้นมาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

นาย แจ็คสันกล่าวว่าสิ่งที่คนไทยประสบอยู่ตอนนี้เป็นเหมือนสิ่งที่คนอังกฤษได้เคยประสบมาในปี พ.ศ. 2375 (ค.ศ.1832) เมื่อกลุ่มชนชั้นสูงในอังกฤษต้องตัดสินใจว่าเราจะขยายขอบข่ายของอำนาจที่แท้จริงในสังคมให้กับกลุ่มคนที่ไม่เหมือนเรา หรือไม่’ … ชาวอังกฤษได้ทำการตัดสินใจที่ถูกต้อง แล้วคนไทยล่ะ จะสามารถตัดสินใจเลือกได้ถูกต้องหรือไม่ หากกรุงเทพฯ ไม่สามารถหาวิธีที่ประนีประนอมในการจัดสรรการใช้อำนาจได้แล้ว ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและแม้กระทั่งความรุนแรงก็อาจจะยังดำเนินต่อไป

ถึงแม้ว่าในอดีตนายแคปแลนได้เคยวิพากษ์วิจารณ์ หลักการของสหรัฐอเมริกาที่มอง ว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นดีสำหรับทุกๆ คน นายแคปแลนยังคงเชื่อว่าทางเลือกที่ดีทางเดียวของประเทศไทยนั้นคือความเป็นประชาธิปไตยที่มากกว่าเดิม

นายแคปแลนกล่าวว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาพที่แย่นัก ไม่มีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่รุนแรง มีสำนึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ความเป็นชาติอยู่ มีช่องทางเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่านายทักษิณจะเลวร้ายซักแค่ไหน ภายหลังจากสถานการณ์ได้คลี่คลายลงบ้างแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเดินหน้าต่อไปด้วยการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ขึ้นมา และจะต้องยอมปล่อยให้ผลเป็นไปตามที่มันเป็น

อย่างไรก็ตาม นายแคปแลนกล่าวเสริมว่า ประเทศไทยอาจจะอ่อนแอ ขาดความแน่นอน และได้รับความเชื่อมั่นน้อยลงกว่าในอดีต และนั่นย่อมไม่ส่งผลดีต่อการดำเนินการทางการเมืองที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับ สนุนตลอดเวลาที่ผ่านมา

http://thaienews.blogspot.com/2010/05/blog-post_3959.html

จากกบฏ สันติภาพ...ในยุคจอมพลมาถึงยุคกบฏไซเบอร์ วันนี้พรรคเฮี่ย มันคุกคาม บก.ลายจุดแล้ว....


Mon, 05/31/2010 - 07:49 | by สายลมรัก(1) | Vote to close topic


สาธิต ปิตุเดชะ...โฆษก พรรคประชาวิบัติ ออกมาเกรี้ยวกราดใส่มูลนิธิกระจกเงา ว่าใครตั้ง


เนื่องจาก บก.ลายจุด 1 ในกรรมการของมูลนิธิกระจกเงา

"เสือกออกมาถามหา" คนเสื้อแดงที่หายสาบสูญไปในเหตุการณ์ล้อมฆ่าประชาชนในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

และลงท้าย...ก็ดูจะเล่นงานโดยการตรวจสอบ เส้นทางการเงิน ของมูลนิธิฯ ตามระเบียบ...

นี่มันไม่ต่างอะไรกับสมัยจอมพลผ้าขะม้าแดง "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"

ต่างกันก็เพียง นายกเดรัจฉาน ตัวนี้มันกระต่ายขาเดียวแต่เพียงว่า "ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ทำ แต่เพียงอย่างเดียว"

ทั้ง ๆ ที่ภาพมันฟ้องไปทั่วโลกทนโท่ว่า "ทหารเป็นผู้ลั่นกระสุนสังหารประชาชน"

ในการอภืปรายวันนี้อย่าได้หวัง ว่ามันจะมี"สามัญสำนึก" ความรับผิดชอบอะไรเลย

ก็ในเมื่อมัน"ไม่ใช่มนุษย์" มันก็ย่อมไม่ต้องมีสามัญสำนึกเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป

วันนี้การกวาดล้าง ผู้เห็นต่าง ผู้มีสงสัย ผู้ตั้งคำถาม และผู้ที่ไม่ยอมเออออ...ไปกับรัฐบาลเดรัจฉานนี้ อย่างไม่ยอมหยุดยั้ง


หลังจากนางอองซาน ซูจี โดน สว.ลากตั้งเรียกร้องให้ตรวจสอบเว้นทางการเงิน เพราะเสือกมาวิจารณ์รัฐธรรมนวยหัวคูณ


หลังจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสดโดนคุกคามจากการที่ไปเสนอข่าวที่ถีบหน้าแง ศอฉ. และเดรัจฉานมาร์คเต็มๆ


วันนี้ มูลนิธิกระจกเงาก็จะโดนบีบเป็นรายต่อไป เมื่อ บก.ลายจุดเสือกทะลึ่ง ไปตามหาคนหาย

นอกเหนือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคน ที่โดนออกหมายจับ หรือบางคนโดนคุมขัง ไปก่อนหน้านี้แล้ว

ในอดีต ประเทศนี้เคยมีกบฏสันติภาพ หรือมีคนในสังคมออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบสิ่งไม่ชอบมาพากลเหล่านี้


ก็จะโดนรัฐบาลทรราชทหารสมัยนั้น จับขังคุกในข้อหาเป็นภัยร้าย คือคอมมิวนิสต์

วันนี้โลกหมุนไปหลายสิบปี วันนี้เรากลับได้เดรัจฉานมาปกครองประเทศ

และที่สำคัญ เพียงแค่มันหล่อ ถูกใจผู้ที่ทำให้ทาสสาว ทั้งแก่ และ แม่ม่ายในสารขันธ์ นมสั่น ปากสั่น เพราะอยากร่วมสังวาส ออกมาโหยหาให้กำลังใจ เดรัจฉานตัวนี้ ทั้ง ๆ ที่มัน "จิตใจมัน...มโหด และ เฮี่ยผิดมนุษย์..."


ประเทศนี้ น่าจะมีที่เดียวในโลก

ประเทศนี้น่าจะเป็นประเทศมายาตัวอย่าง ที่ประชาคมโลกหยิบยกขึ้นเป็นกรณีศึกษา

ประเทศนี้ปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยแบบกำมะลอ เที่ยวบอกกับชาวโลกว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ แต่หากมาทวงคืนเมื่อไหร่ จะได้ลูกปืนเป็นคำตอบ


วันนี้ เราก้าวข้ามประวัติศาสตร์ อันเลวร้ายมายาวนาน แต่มันไม่เคยสนอให้คนในประเทศนี้ฉลาดมากขึ้นกว่าเดิมเลย เราโดนล้างสมองมาแต่อ้อนแต่ออก วันนี้กบฏไซเบอร์ จะเป็นคำตอบให้กับลูกหลานของเรา

ว่าจะยอมศิโรราบ ให้แก่พวกมัน แบบยุคกบฏสันติภาพหรือเปล่า

คำตอบอยู่ที่ตัวท่านทุกคน

เบื้องหลังฉากเลือด พค.ทมิฬ "53" ถ้าไม่อ่านแล้วจะเสียใจ

Sun, 05/30/2010 - 14:30 | by redall | Report topic

เบื้องหลังฉากเลือด พ.ค.ทมิฬ "53 "มาร์ค" 100 ศพ ล้างเผ่าพันธุ์ "แดง" นักฆ่าลอยฟ้ากับฮีโร่ ของ ปชป.

มติชนสุดสัปดาห์

ไม่ใช่เรื่องเกินคาดที่กองทัพจะเข้าสลายการชุมนุมของคน เสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อแผนโรดแม็ปของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกล้มเลิกไม่ใช่เรื่องเกินคาด ที่จะเกิดปฏิบัติการยึดราชประสงค์ หลังจากที่ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล แม่ทัพแดงผู้คุมกองกำลังติดอาวุธและผู้วางแผนยุทธวิธีสู้ ตายสนิท หลังจากที่ถูกยิงเมื่อ 13 พฤษภาคม แล้วนอนไอซียูนาน 82 ช.ม.

ไม่ใช่เรื่องเกินคาดที่ยุทธการยึดราชประสงค์ จะสำเร็จราบรื่นง่ายดาย เพราะไม่มี "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" หรือไอ้โม่งดำเจ้าเก่าเมื่อ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัว แหวกวงล้อมทหารออกปฏิบัติการโจมตีทหารในยามค่ำคืน ระหว่างยุทธการปิดล้อมเต็มรูปแบบได้แต่ที่เกินคาด ก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หักหลัง ทั้งประธานวุฒิสภาและกลุ่ม ส.ว. ที่อาสาเป็นตัวกลางเจรจากับแกนนำ นปช. ด้วยการสั่งทหารลุยปราบม็อบแดง หลังจากที่แสดงทีท่าและวาจาบางประโยค ที่ทำให้ฝ่าย ส.ว. คิดว่าพร้อมเจรจาด้วย แค่ไม่กี่ชั่วโมงรุ่งสางของวันพุธที่ 19 พฤษภาคม วันที่ใครๆ คิดว่าบ้านเมืองมีทางออก เพื่อลดความสูญเสีย กลับกลายเป็นวันมหาวิปโยคนองเลือด ทั้ง นายประสบสุข บุญเดช และเสธ.อู้ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช หน้าแตกยับเยิน
จาก "พฤษภาทมิฬ 2535" มาสู่ "พฤษภาทมิฬ 2553" ฉากเลือดที่ทำให้ทหารด้วยกันเองตกตะลึง

เพราะ กลางดึกคืนวัน 18 พฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ประกาศกร้าวกลางวงขุนทหารที่แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ว่า "การเจรจาจบไปนานแล้ว" อันหมายถึงการเดินหน้ายุทธการ "ยึดราชประสงค์ 53" ตามแผนเดิมที่ได้หารือกันอย่างลับๆ มาแล้ว 2 วัน แม้ขุนทหารส่วนหนึ่งอยากให้ท่านผู้นำลองอีกสักครั้งไม่เสียหลาย การเจรจาเริ่มต้นขึ้นได้เสมอ ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง กระตุ้นให้ ท่านผู้นำตัดสินใจ ด้วยเพราะกำลังทหารและแผนทั้งหมดพร้อม 100% ที่จะเข้าปฏิบัติการแล้ว เพราะถ้าเลยวันดีเดย์ 19 พฤษภาคม ออกไปอีก ก็จะเสียจังหวะ เพราะกว่าที่จะพร้อมต้องใช้เวลาและวงรอบ หลังการสับเปลี่ยนกำลังทหารให้สดชื่น และชินกับพื้นที่ปฏิบัติการรวมถึงการประสานของหน่วยกำลังต่างๆ ทั้งกำลังหลัก 3 กองพล คือ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ที่บทหนักสุด บุกตะลุยสวนลุมพินี ด่านศาลาแดง ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของ เสธ.แดง กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) บุกด้านเพลินจิต ชิดลม และกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) บุกเข้าทางปทุมวัน

รวมถึง หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ของรบพิเศษ และคอมมานโดของอากาศโยธิน (อย.) กองทัพอากาศ ที่ต้องประสานกับรถไฟลอยฟ้าบีทีเอสให้หยุดเดินรถ เพราะต้อง "ปฏิบัติการลอยฟ้า" ขึ้นไปเดินเท้าบนรางรถไฟฟ้าเพื่อเข้าโจมตีจากหลายจุด เพื่อปลิดชีพคนหัวใจแดง แต่ฉาบหน้าด้วยหน้าที่ระวังป้องกัน กำลังทางพื้นราบที่ทหารม้าใช้รถสายพานลำเลียงพล (เอพีซี.) แบบ T85 บุกด่านหน้า โดยหน่วยรบพิเศษบนรางรถไฟฟ้าทุกจุดมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ เวทีการชุมนุมสี่แยกราชประสงค์โดยเฉพาะที่แยกศาลาแดง จุดเข้าตีจุดใหญ่จุดแรก ที่พวกเขามีหน้าที่ยิงแล้วก็ยิงใส่กลุ่มฮาร์ดคอร์และผู้ชุมนุมเบื้องล่าง ที่แม้จะถอยห่างจากแนวรั้วแนวรบก็ไม่รอด

"ผมจะไม่ให้เวลาพวกมันอีกแล้ว" คือประโยคที่ขุนทหารคาดไม่ถึงว่าจะหลุดออกมาจากปากท่านผู้นำอย่างง่ายดาย อันหมายถึงการตกลงใจส่งทหารทั้ง 112 กองร้อย หรือเกือบ 2 หมื่นคน เข้าสลายการชุมนุม ภายใต้คำสวยหรูไม่ดูรุนแรงว่า กระชับวงล้อมพื้นที่การชุมนุมเรื่องที่เกินคาด จนทหารเองก็แปลกประหลาดใจ ตรงที่ ปฏิบัติการนี้สุดแสนจะง่ายดาย สำเร็จอย่างราบรื่น เพราะแม้จะมีการตอบโต้จากกองกำลังติดอาวุธ ทั้งปืนสั้น ปืนเอ็ม 16 หรือเอ็ม 79 แต่ก็ไม่ระคายผิวทหารแม้แต่น้อย เพราะมีแค่กลุ่มการ์ด นปช. ที่เคยได้แต่เดินกร่าง ยิงปืนได้ แต่ไม่เป็นยุทธวิธีทางทหาร และพวกเสื้อแดงที่บ้าระห่ำใช้หนังสติ๊ก ระเบิดเพลิง สู้กับลูกปืนของทหาร จนต้องร่วงผล็อย นอนตายข้างถนนอย่างไร้ค่าอีกทั้ง กองกำลังติดอาวุธและฮาร์ดคอร์ที่เคยมีอยู่ ก็ได้กระจายกำลังออกไปต่อสู้กับทหารที่ชายแดนรอบนอกหลายจุด ทั้งบ่อนไก่ พระราม 4 สามย่าน ดินแดง ประตูน้ำ ราชปรารภ รางน้ำ จนเจ็บตายกันไปเยอะ ที่เหลือก็กลับเข้ามาพื้นที่วงในหัวใจสำคัญที่ราชประสงค์ไม่ได้ เพราะมีทหารอุดไว้หมดแถมทั้งบทเรียนจาก 10 เมษายนที่ทหารพ่ายแพ้ ทำให้ ศอฉ. ไฟเขียวให้ยิงด้วยกระสุนจริงได้เมื่อเห็นตัว โดยไม่ต้องสนว่า มันจะมีอาวุธอยู่ในมือหรือไม่

ถ้าจะพูดกันตรงๆ สำหรับทหารแล้ว มันมันมือนะที่ได้ยิงกระสุนจริง แถมเป้าวิ่ง คนจริงๆ ชีวิตจริงๆ ได้อารมณ์มากกว่า ยิงเป้ากระดาษ หรือยิงกระสุนซ้อม หรือใช้ปากตะโกน "ปังๆ ๆ" ในตอนฝึกซ้อมรบเยอะเลย ร่วงเห็นๆ เลือดกระจาย แถมยิงได้ไม่อั้นไม่ต้องกลัวเปลืองกระสุน หรือต้องคอยเก็บปลอกส่งคืนนาย มันถือเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของพวกทหารบ้าเลือดเลยทีเดียว แต่ขอแค่ว่าเมื่อถึงเวลาต้องสู้กับทหารเขมรขอให้ได้อย่างนี้นะไม่เชื่อก็ ต้องเชื่อ สำหรับทหารแล้วมีจำนวนไม่น้อยที่ "บอดี้เค้าต์" ไปด้วย ราวกับเป็นเกียรติประวัติในชีวิตตัวเอง โดยลืมนึกไปว่าไอ้เสื้อแดงหรือหัวใจแดงตรงหน้า มันคือคนไทย แต่ทว่า พวกเขาถูก "ตั้งโปรแกรมใส่หัว" ไว้แล้วว่า มันเป็นผู้ก่อการร้าย คิดล้มล้างสถาบันอย่าลืมว่า นายกรัฐมนตรี ประกาศ "ให้เสรีในการปฏิบัติ" แก่ทหารและหน่วยความมั่นคงอย่างเต็มที่ไว้แล้ว แม้แต่หน่วยรบพิเศษลอยฟ้าที่พร้อมบุกเข้าใจกลางการชุมนุม อันมีเป้าหมายที่แกนนำ นปช. ตัวเป้งๆกำลังทหารหลักทั้ง 3 กองพลถูกสั่งให้ เมื่อยึดแยกสารสินได้ ยังไม่บุกเข้าสี่แยกราชประสงค์ เพราะกลัวสูญเสียมาก แต่ใช้กำลังทหารกดดันเพื่อให้แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมเอง ที่ไม่ใช่แค่เพราะกลัวผู้ชุมนุมจะล้มตายกันอีกเป็นเบือ แต่ยังกลัวว่าพวกเขาเองจะเป็นเป้าของสไนเปอร์นักฆ่าลอยฟ้า ที่เคยปลิดชีพ เสธ.แดง มาแล้วด้วยนั่นเอง เพราะคำสั่งตกลงมาแล้ว
แล้วที่เกินคาดก็คือ งานนี้สำหรับทหาร สำหรับ ศอฉ. แล้ว ถือว่า "ตายน้อย" กว่าที่คาด หรือประมาณการ หรือภาษาทหารเรียกว่า "จำหน่าย" ไว้ เพราะแค่ 54 คน จากที่คาดกันไว้ว่าน่าจะเป็นหลักร้อย 200-300 คน บาดเจ็บเป็นพัน รวมทั้งหมดตั้งแต่ 10 เมษายนอีก 31 ราย ปะทะประปรายมาเรื่อยๆ อีกแค่เกือบร้อยศพเท่านั้นจึงไม่แปลกที่หลังเสร็จสิ้นยุทธการ ทั้ง นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และ ผอ.ศอฉ. และรัฐมนตรีต่างๆ จะมีเสียงชื่นชมและขอบคุณจากผู้นำ ต่อบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. และบิ๊กหนุ่ย พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ. ที่แม้จะกลายเป็นขุนพลมือเปื้อนเลือดไปแล้ว แต่ในฐานะผู้วางแผนยุทธการ และสั่งการทั้งหมด จนทำให้ทั้งสองเกลอเพื่อนรัก กลายเป็น "ฮีโร่" กลางใจรัฐบาล กลางใจขุนพลประชาธิปัตย์ และเป็นฮีโร่ของ ศอฉ. แต่คงเป็นตรงกันข้ามในสายตาคนเสื้อแดงด้วยเพราะ สองนายพลนี่แหละที่จะขึ้นสู่อำนาจ เคียงข้างและหนุนหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในอีกไม่ช้านี้ คนหนึ่งคือ ผบ.ทบ. ที่เปี่ยมอำนาจและบารมี แถมมีอายุราชการถึงปี 2557 ส่วนอีกคนจะขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก เป็น เสธ.ทบ.คู่ใจ ในฐานะเพื่อนรักพร้อมด้วยแผงอำนาจเพื่อนเตรียมทหาร 12 ที่มีผลงานอันน่าภาคภูมิใจหนนี้ ขึ้นมาคุมกองทัพบก จนแทบจะจัดเก้าอี้ห้าเสือ ทบ. ไม่ลงตัว ทั้ง พล.ท.โปฎก บุนนาค ผบ.นสศ. ที่ส่ง ฉก.90 พร้อมพลแม่นปืนหรือสไนเปอร์นับร้อยมาเป็นพระเอกในยุทธการนี้ แถมมีผลงาน "โบว์แดง" ที่เป็นที่ "รู้กัน" อีกด้วย แม้แต่ 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ที่กลายเป็นตราบาปของบิ๊กโชย พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.พล.1 รอ. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ฝีมือของ ร.31 รอ. ลูกน้องแต่อย่างใด เพราะยังไม่ได้บุกมาถึงวัด ได้รับคำสั่งให้หยุดอยู่ที่สยามพารากอนบิ๊กเต่า พล.ท.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผช.เสธ.ทบ. ฝ่ายกิจการพลเรือน (ฝกร.) เตรียมขึ้นเป็น รอง เสธ.ทบ. ด้วยผลงานด้านปฏิบัติการจิตวิทยา และ propaganda และสงครามข่าวสารข่าวลือ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ใจไม่เหลือง ดูข่าวไปอาเจียนไปบิ๊กอ้อ พล.ต.วิลาศ อรุณศรี รองแม่ทัพน้อยที่ 1 ที่คุมกำลังทหารม้า พล.ม.2 รอ.ของน้องรัก บิ๊กฟิ้งค์ พล.ต.สุรศักดิ์ บุญสิริ เป็นกำลังหลัก ลุ้นขึ้นเป็นพลโท แม่ทัพภาค 1 แทนบิ๊กอ๊อด พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ ที่งานนี้หนาวๆ ร้อนๆ เพราะผลงานไม่เข้าตา พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุที่เป็นทหารสายพิราบ จนถูกตวาดว่า "ถ้ามึงไม่ยิงมัน แล้วจะให้มันยิงมึงก่อนหรือไง"แม้จะเป็นน้องรักบูรพาพยัคฆ์ ของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เพราะเขากับ พล.ท.ดาว์พงษ์ มีปัญหาทางใจกันอยู่ จึงอาจทำให้ พล.ท.คณิต พบเจอกับ "สิ่งไม่คาดฝัน" เพราะในยุทธการนี้เขาก็ถูกข้ามหัว สั่งการไปยังผู้บัญชาการกองพล โดยไม่ผ่านแม่ทัพมองออกไปข้างหน้าอีกนิด หลังการโยกย้ายทหารในเดือนกันยายนเสร็จ วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป กองทัพบก มี ผบ.ทบ. ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ เสธ.ทบ. ชื่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ ที่ล้วนเป็นทหารขาลุย เด็ดขาด คนหนึ่งเป็นนักรบเหรียญรามาฯ ที่แม้จะมีตำนานเล่าอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นนักรบผู้หาญกล้า ความเป็นผู้นำ กล้าตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสียเต็มตัว ส่วนอีกคนเคยเป็นมือขวาบิ๊กตุ๋ย พล.อ.อิสระพงษ์ หนุนภักดี ในยุคพฤษภาทมิฬ เมื่อ 18 ปีที่แล้วมาก่อน มีดีกรีเป็น ผบ.ร.11 รอ. และ ผบ.พล.1 รอ.ยิ่งในสภาวะที่ นายอภิสิทธิ์ ตามล้างเผ่าพันธุ์คนเสื้อแดง ประหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ทั่วประเทศ หมายถอนรากถอนโคนด้วยแล้ว รับรองว่า ทบ. ในยุค "ผบ.ตู่" กับ "เสธ.หนุ่ย" ไม่มีอิดออดหรือประคองตัวแบบบิ๊กป๊อกแน่ แต่ชาติบ้านเมืองจะเป็นยังไงก็คิดกันเอาเองได้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เพื่อนรักต่างสายพันธุ์คู่นี้ ที่คนหนึ่งเป็นบูรพาพยัคฆ์ อีกคนเป็นวงศ์เทวัญ ทำไม่ได้ หรือไม่กล้าทำ หากเพื่อสกัดกั้นคนเสื้อแดงและการกลับคืนสู่อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายา "ผู้ก่อการร้ายตัวพ่อ"ใบหน้าที่สดใสของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้ง พล.ท.ดาว์พงษ์ หลังชนะสงคราม ปรากฏให้เห็นชัดเจน ต่างจาก พล.อ.อนุพงษ์ ที่เดินก้มหน้างุดๆ เช็ดเลือดที่ไหลจากมือซิบๆ และแววตาทุกข์ใจของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

สงครามยังไม่จบ นับศพทหารได้ไม่กี่ศพ แต่ศพประชาชนนับได้ถึง 85 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2 พันคน ตั้งแต่ 10 เมษายนเรื่อยมา จนทุกวันนี้ และส่อเค้าว่ายังไม่จบง่ายๆ เพราะต้องมีการประกาศเคอร์ฟิวต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ และคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก และเสี่ยงต่อการปะทะและสูญเสียอีกนั้น ก็อาจทำให้ นายอภิสิทธิ์ กลายเป็นนายกฯ ร้อยศพ หรือมาร์ค 100 ศพ เข้าจนได้สักวัน

แน่นอนว่า วันนี้รัฐบาล ปชป. ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ผู้มีความแข็งแกร่งและแข็งกร้าว เด็ดขาด ยิ่งกว่าบิ๊กทหาร หรือจอมพลบางคนในกองทัพ ได้เป็นผู้ชนะ แถมมีกองทัพหนุนหลัง ยอมทำตามทุกอย่างแม้แต่ต้องยิงคนไทยด้วยกันเอง ก็ยิ่งมั่นคง ใครๆ ก็ยอมสยบ ขอเป็นพรรคเป็นพวก ขอเป็นผู้ชนะด้วย ยิ่งเรื่องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ให้ลืมไปได้เลย เพราะตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ทั้งแข็งและเป็นต่อ จนบิ๊กๆ ทหารเห็นด้วยกับฉายา "สฤษดิ์น้อย" แถมไม่มีแม้เสียงเรียกร้องความรับผิดชอบหรือสปิริตจากผู้นำออกมาเลยสักแอะ ยิ่งเมื่อเวลานี้ มี "สฤษดิ์น้อย" ถึง 2 คน รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยประชาชนเกลียดนักการเมือง ไม่น่าห่วง เพราะมันน่ารังเกียจอยู่แล้ว ทำได้ทุกอย่างเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ แต่อย่าทำให้ประชาชนเกลียดทหาร แม้จะเป็นประชาชนเสื้อแดง ผู้คิดต่าง แถมเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ความแตกแยกยิ่งร้าวลึกที่น่าเป็นห่วงคือ คำสั่ง ศอฉ. ที่ให้ทหารในต่างจังหวัดกวาดล้างแกนนำและคนเสื้อแดง ทั้งเหนือ และโดยเฉพาะอีสาน พื้นที่ เรดโซน ที่บิ๊กกะหล่ำ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาค 2 เพื่อน ตท.10 ของบิ๊กป๊อก เรียกแกนนำแดงและนักการเมืองในสายพรรคเพื่อไทย มารายงานตัว พร้อมสำทับด้วยประโยคสุดหนาวและน่าขนลุกที่ต้องเซ็นเซอร์เอาไว้แต่ทว่า ความเคียดแค้นเกลียดชังฝังในและรอวันปะทุไม่มีความเมตตาปรานีในสนามรบ ทั้งนักการเมืองและทหารที่อยู่ในอำนาจ ต่างมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน เพราะยังมีคำสั่งให้ตามล่าตัวแกนนำที่หลบหนี โดยเฉพาะ กี้ร์ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่มีข่าวหลบไปทางเขมรบ้าง อีสานหรือแม้แต่ภาคเหนือบ้าง และแรมโบ้อีสาน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ท่ามกลางข่าวลือที่ทั้งคู่ถูก "จับตาย" ไปแล้ว แม้แต่ "เก่ง" การุณ โหสกุล ส.ส.เพื่อไทย เขตดอนเมือง นักการเมืองร่างเล็กจอมซ่า ก็อยู่ในลิสต์ และการตามล่าของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 30 คน ด้วยข้อหา "บงการเผาเมือง" จาก ศอฉ.เขมรเคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดง แต่ตอนนี้ ไทยกำลังล้างบางไทยแดง โดยที่รัฐบาล ปชป. บังคับให้ทหารต้องเป็นศัตรูกับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ปากท่านผู้นำบอกจะเยียวยา ปรองดองจนไม่อาจรู้ว่า ในอนาคตอันใกล้ ทหารจะแต่งเครื่องแบบเดินถนนได้หรือเปล่า ทั้งในกรุงเทพฯ อีสานหรือเหนือ ที่ตั้งหรือหน่วยทหาร จะกลายเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตี และวินาศกรรม ไม่ต่างจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ ชนะแล้ว แต่ควรต้องตั้งสติใหม่ว่า ตนเองคือนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ผู้กำลังมีชัยชนะ ที่ต้องตามล้างบางศัตรูให้ย่อยยับ จนไม่มีที่ยืน หรือว่าต้องการผลักไสให้พวกเขาเข้าป่า หรือไปจับมือกับโจรใต้ เพื่อกลับมาทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อกดดันรัฐบาล ชาติบ้านเมืองอยู่ในมือแล้วเห็นทีท่านผู้นำต้องหยุดรังสีอำมหิต หลบซ่อนแววตาแห่งชัยชนะ หยุดคำพูดเชือดเฉือน หยุดการผลักไสพวกเขาให้เป็นศัตรูถาวรด้วยคำว่า ผู้ก่อการร้าย หยุดสั่งให้ทหารตามฆ่าประชาชนต่อ หยุด ศอฉ. ยึดสื่อรัฐประชาสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ปกปิดไม่พูดความจริง จนคนไทยแทบจะอาเจียนกับข่าวที่มอมเมา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องหยุด และยอมแพ้ได้แล้ว แกนนำเสื้อแดงและไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลัง ก็ต้องหยุดเช่นกัน หยุดเผาเมือง หยุดลงใต้ดิน เพราะการตายจะมากขึ้น เพราะทหารจะลงไปเล่นใต้ดินด้วยเช่นกัน ฝ่ายกองทัพก็ต้องหยุดบูรพายัคฆ์ครองอำนาจ แบ่งปันอำนาจให้ทหารวงศ์เทวัญ และทหารไร้สี เยียวยาทหารแตงโม ตามความสามารถและความชอบธรรม เพื่อถอดสลักระเบิดเวลาที่จะทำให้กองทัพแตกต่อให้เกลียดคนเสื้อแดงเข้าไส้ เพราะพวกเขารักทักษิณ ศัตรูตัวฉกาจ แต่รู้หรือไม่ว่าศาสตร์เหนือศาสตร์ กลยุทธ์เหนือชั้นคือ ทำศัตรูให้เป็นมิตร อาจจะแสร้งรักและทำดีกับพวกเขาเพื่อซื้อใจ การเสแสร้ง เป็นเรื่องถนัดของนักการเมืองอยู่แล้ว อะไรๆ ก็อาจดีขึ้นสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องถือเป็นทุกข์ของผู้นำประเทศด้วย ที่ต้องรีบเยียวยาแก้ไขให้ประชาชน หากยังยืนอยู่บนเส้นชัย ก็จะไม่มีวันมองเห็นและแก้ปัญหาได้ ไหนบอกว่าประชาชนต้องมาก่อน แต่นี่ "ประชาชนต้องตายก่อน"

มติชนสุดฯ หน้า16

ผู้ร่วมเขียน