คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง คอยธันวา
โดย กาหลิบ
เดือน ธันวาคมถูกกำหนดให้เป็นเดือนพิเศษ คล้ายกับครั้งหนึ่งเคยมอบให้กับวันที่ ๒๔ มิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่คณะราษฎรเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองไทยโดยยกเลิกระบอบให้อำนาจสูงสุดกับพระมหากษัตริย์แต่ เพียงผู้เดียวหรือสมบูรณาญาสิทธิราช
การกำหนดใหม่ก็เป็นการ เมืองอย่างหนึ่ง เพื่อให้รู้ชัดว่าอำนาจเปลี่ยนจากมือของคณะที่ทำการใหญ่เพื่อประชาชนมาสู่ มือของใครและมีผลประโยชน์ส่วนตนอย่างไร
หลายปีมาแล้วที่คนสำคัญใน ประเทศไทยต้องรอคอยเดือนธันวาคม เพราะเชื่อว่าเดือนธันวาคมเป็นคำตอบของปริศนาหลายอย่างที่ไม่มีคำตอบในภาวะ ปกติ จนดูจะกลายเป็นประเพณีรอคอยเดือนธันวาคมไปแล้ว
ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน
หลายคนกำลังรอคอยเดือนธันวาคมกันอย่างใจจดจ่อ
บาง คนใช้โอกาสนี้โฆษณาตัวเองในฐานะนักจัดงานเฉลิมฉลอง โดยหวังเอางานเฉลิมฉลองนั้นซักฟอกตัวเองจากสิ่งโสโครกที่ซึมอยู่ในเนื้อใน ตัวจนแยกไม่ออกจากร่างกายและจิตใจ
บางคนอยากรู้ว่าตัวเองจะเป็นนายก รัฐมนตรีไปได้อีกสักกี่น้ำก่อนที่เขาจะทวงเก้าอี้คืนไปให้ข้าทาสบริวารคน ใหม่ๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับบ้านเมืองจากตำแหน่งนั้นเลย
บาง คนรอสัญญาณว่าจะให้ใช้อำนาจเถื่อนของกองทัพในการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อไหร่ ไม่ต่างอะไรจากแนวความคิดของฆาตกรต่อเนื่อง (serial killers) จากคนที่คิดอะไรเชิงบวกไม่เป็น
บางคนวิ่งเข้าวิ่งออกเสนอตัวเองเป็น นายกรัฐมนตรีแทนทั้งที่แก่จวนจะเข้าโลง เสนอบริการในฐานะที่เป็น “ซีไอเอเมืองไทย” เพื่อให้คนใหญ่เขายอมรับว่าฐานะคลอนแคลนยอบแยบ และต้องการซาตานตัวจริงอย่างตนมาช่วยต่ออายุให้
และบางคนก็หวัง แล้วหวังอีกว่าในเดือนนี้จะเกิดการส่งสัญญาณ “ที่บ้านให้อภัยแล้ว กลับบ้านด่วน” เพื่อตนเองจะได้หยุดรบและเก็บของกลับบ้าน ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเดินต่อไปท่ามกลางความมืดอย่างไรก็เรื่องของขบวน
เดือน ธันวาคมของไทยจึงเหมือนป้ายรถเมล์ที่มีคนมารอรถอยู่มากหลาย แต่ละคนมีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกันหมด และมารวมกันอยู่ที่ป้ายเดือนธันวาคมนี่เอง
ดูเหมือนจะมีคนเพียงกลุ่ม เดียวที่ไม่ได้สนใจรอรถที่ป้ายนี้อีกต่อไป เขาเข้าใจดีแล้วว่ารถหมดระยะแล้วและคงไม่จอดรับใครอีก คนกลุ่มนี้เคยมาจับจองที่นั่งที่ยืนในป้ายรถเมล์แห่งนี้กันมากด้วยความหวัง อันสูงส่ง แต่ประสบการณ์ที่หนาวเย็นถึงกระดูกในการรอคอยทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ เขาเรียกกันว่าความหวังลมๆ แล้งๆ จนปัจจุบันนี้เลิกมาและมองคนที่ยังมาด้วยสายตาเวทนาว่ายังไม่ตื่น
คนกลุ่มนี้คือปวงชนชาวไทยหรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้
คง ไม่มีทางจะวัดผลใดๆ ในทางวิทยาศาสตร์ได้ อย่างน้อยก็ไม่อาจทำได้อย่างเปิดเผย เพราะขู่กันไว้จนกระดิกความคิดยังทำไม่ได้ แต่ประมวลจากความรู้สึกแล้วพูดได้ว่า คนส่วนใหญ่เขารู้สึกเช่นนั้นแล้วในบัดนี้
หลังจากที่เขาได้รอคอย ผิดหวัง ถูกปล้น ถูกปล้นซ้ำ ถูกด่าถูกประณาม และถูกยิงหัว ชนิดครบวงจร
เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เขาก็รู้เจ็บรู้จำ
คนเหล่านี้เขาไม่ได้รอป้ายรถเมล์เดือนธันวาคมอีกแล้ว
แต่เมื่อไหร่ที่รถเกรดดินแล่นมา เขาคงจะเดินตรงมาจากบ้านและขอขึ้นด้วยทันที.
------------------------------------------------------------------------
สนับ สนุนเจ้าของบทความและทีมงาน สมัคร SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์ 4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ. 10.00-18.00 น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com /บล็อก : wwwthaipeoplenews.blogspot.com
เรียบเรียงโดย Nangfa
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น