แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

จากศาลแพ่ง ถึง ศาลอาญา จุดจบ อภิมหาวาทกรรม เสื้อแดง ก่อการร้าย เผาเมือง


จากศาลแพ่ง ถึง ศาลอาญา จุดจบ อภิมหาวาทกรรม เสื้อแดง ก่อการร้าย เผาเมือง

มติชนสุดสัปดาห์  29 มี.ค.-4 เม.ย. 2556  
ปิดฉากวาทกรรม"เสื้อแดง ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง "อย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ศาลอาญาอ่านคำพิพากษายกฟ้อง นายสายชล แพบัว และ นายพินิจ จันทร์ณรงค์

จำเลย คดีวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดง เดือนพฤษภาคมปี 2553 แม้กฎหมายเปิดช่อง ให้ฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 30 วัน แต่ทนายจำเลยมั่นใจว่า จากหลักฐานที่นำมาสู่คำพิพากษายกฟ้องของศาลชั้นต้น แน่นหนามาก

ไม่น่ามีช่องให้ยื่นอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงคำสั่งไปจากนี้ได้

ในเหตุการณ์เพลิงไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เจ้าหน้าที่จับกุม นายพินิจ และเยาวชน 2 คน อายุต่ำกว่า 18 ปี ฟ้องในคดีร่วมกัน"ปล้นห้าง"

อีก 1 เดือนต่อมา นายสายชล จึงถูกจับกุม โดยเจ้าหน้าที่อ้างภาพถ่ายชายถือ"ถังดับเพลิง" อยู่ในห้างขณะเกิดเหตุ นำมาสอบสวนก่อนตั้งข้อหา"เผาห้าง"
จากนั้นก็นำนายพินิจ และ 2 เยาวชนในคดีปล้น มาฟ้องเพิ่มเติมในข้อหาเผาร่วมกับนายสายชล โดยเยาวชน 2 คน ถูกแยกไปฟ้องศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

กระทั่งเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง อ่านคำพิพากษายกฟ้อง 2 เยาวชนดังกล่าว เนื่องจากไม่มีประจักษ์พยาน หรือหลักฐานชี้ชัดว่าจำเลยเยาวชนทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุ

เท่ากับว่า ณ ปัจจุบัน จำเลยทั้ง 4 คน พ้นมลทินจากข้อกล่าวหาวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ครบแล้วทุกคน

คําพิพากษายกฟ้องจำเลย 2 คนสุดท้ายคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ สรุปได้ว่า
ในส่วนของ นายสายชล แพบัว ถึงจะมีพยานผู้ถ่ายภาพนายสายชลได้ในที่เกิดเหตุ แต่ก็อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 30 เมตร และเห็นเพียงนายสายชลถือถังดับเพลิง

ซึ่งไม่ใช่อุปกรณ์ใช้วางเพลิงได้

ทั้งไม่มีพยานปากอื่นชี้ชัดว่านายสายชลวางเพลิง นอกจากภาพถ่ายใบเดียวที่แสดงช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีใครเห็นว่านายสายชลจะทำอย่างไรต่อไป

ส่วนนายพินิจ จันทร์ณรงค์ มีพนักงานห้างกลุ่มหนึ่งเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเห็นคนร้าย 40-50 คน มีชาย 4-5 คน เดินนำหน้า ใช้หนังสติ๊กยิงใส่เป็นระยะ พนักงาน จึงหลบหาที่กำบัง เห็นชายชุดดำลายพราง สวมหมวกปีก ใช้ระเบิดโยนใส่ มีคนเจ็บ ต่อมาตำรวจจับกุมคนร้ายในห้างได้ 9 คน มีนายพินิจอยู่ด้วย คำเบิกความพยานกลุ่มนี้สามารถจดจำรูปพรรณสัณฐานของนายพินิจได้ตรงกัน 
ยกเว้น"สีเสื้อ"ที่ไม่ตรงกับภาพที่ปรากฏ

ทั้งที่พยานต้องคอยหลบลูกหินที่กลุ่มคนร้ายยิงใส่ อีกทั้งการที่พยานอยู่ห่างไปกว่า 30 เมตรนั้น น่าสงสัยว่าจะจำคนร้ายได้จริงหรือไม่
นอกจากนี้ ไม่มีพยานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้จับกุมมาเบิกความว่า จับกุมนายพินิจได้ที่ไหน มีวัสดุ อุปกรณ์ หรือร่องรอยหลักฐานการวางเพลิงหรือไม่ อย่างไร

ด้วยเหตุที่คำให้การ พยานยังมีเหตุสงสัย ว่าทั้งนายสายชลและนายพินิจกระทำผิดจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์ให้จำเลย พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์

ส่วน ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศาลสั่งลงโทษนายสายชล จำคุก 9 เดือน สำหรับนายพินิจ ศาลเคยมีคำสั่งลงโทษจำคุก 6 เดือนในข้อหาเดียวกันนี้แล้วเมื่อธันวาคม 2554

หากนับจากวันที่นาย สายชล และนายพินิจ ถูกจับกุมคุมขังตั้งแต่กลางปี 2553 โดยไม่ได้รับการประกันตัว จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่ง 25 มีนาคม 2556 จึงเกินกว่าระยะเวลาที่ศาลลงโทษจำคุกแล้ว

จึงมีคำสั่งปล่อยทั้งสองจากเรือนจำทันที

กระนั้นก็ตาม วาทกรรม"เสื้อแดง ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง" ไม่อาจยุติลงสมบูรณ์แบบ ถ้าไม่มีคำพิพากษาศาลแพ่งวันที่ 1 และ 5 มีนาคม 2556 ที่ระบุชัดว่า เหตุการณ์เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์และห้างเซนเป็นการ"จลาจล" ไม่ใช่"ก่อการร้าย"

ทำให้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทเจ้าของห้างทั้ง 2 แห่ง กว่า 3.7 พันล้านบาท และกว่า 1.6 พันล้านบาท ตามลำดับ

คำพิพากษาศาลแพ่งทั้ง 2 กรณี มีเนื้อหาใจความสำคัญ สรุปได้ว่า

ไม่ปรากฏชัดเจนว่าการก่อวินาศกรรมหรือเหตุการณ์รุนแรง เป็นการกระทำของผู้ชุมนุมคนใดหรือสั่งการโดยแกนนำ ส่วนที่แกนนำปราศรัยแม้จะมีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรง แต่อยู่บนเงื่อนไขว่าถ้ามีการสลายการชุมนุม หรือมีการทำร้ายคนเสื้อแดง การปราศรัยดังกล่าว ทำเพื่อป้องกันมิให้มีการสลายการชุมนุมตามที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น

การชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ และการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่แน่ว่าฝ่ายใดจะชนะและได้จัดตั้งรัฐบาล

ส่วน ที่รัฐบาลประกาศให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมยังใช้พื้นที่สาธารณะชุมนุมต่อ หากขัดคำสั่งรัฐบาลหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับบุคคลอื่น หรือผิดกฎหมายใด ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

การชุมนุมเช่นนี้มิ ได้มีลักษณะข่มขู่เพื่อผลทางการเมือง หรือชุมนุมเพื่อให้รัฐบาลหรือสาธารณชนตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก หวาดกลัวการชุมนุมก่อนเกิดเหตุ

จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการก่อการร้าย

ส่วนเหตุการณ์ในวันเผาห้าง แม้จะมีอาวุธ ใช้กำลังความรุนแรง แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ประชาชนส่วนมากหวาดกลัวในชีวิตและทรัพย์สิน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ถึงกับส่งผลทำให้เศรษฐกิจประเทศตกต่ำ
ที่สำคัญ ขณะคนร้ายเผาห้าง แกนนำได้ประกาศยุติชุมนุมแล้ว ไม่มีข้อเรียกร้องใดทางการเมืองเหลืออยู่
ไม่ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มใด ก็ไม่ได้กระทำเพื่อข่มขู่ให้รัฐบาลยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรี ลาออก จึงไม่ใช่การกระทำที่หวังผลการเมือง

เหตุการณ์ในวันดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการก่อการร้ายเช่นกัน

หากนำคำพิพากษาศาลแพ่งเมื่อวันที่ 1 และ 5 มีนาคม 2556 ประกอบเข้ากับคำพิพากษาศาลเยาวชนฯ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 และคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2556

ชัดเจนว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. และคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า"ก่อการร้าย" และไม่มีแกนนำ นปช. หรือผู้ร่วมชุมนุมเสื้อแดงคนใด มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์"เผาห้าง" ไม่ว่าจะห้างเซ็นทรัลเวิลด์ หรือห้างเซน
ตามที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามนำไปบิดเบือนโจมตีทางการเมือง ภายใต้วาทกรรม"เสื้อแดง ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง"

อย่างไรก็ตาม ภายหลังวาทกรรมใส่ร้ายป้ายสีดังกล่าว พบจุดจบอย่างน่าอเน็จอนาถไม่ต่างจากกรณี"ผังล้มเจ้า"

คำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อคนเสื้อแดงได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการทางศาลแล้ว ว่าเป็น"แพะ"ในคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วใครคือ"คนเผาตัวจริง"

คำตอบ น่าจะอยู่ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งในคำเบิกความของ พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร ที่ปรึกษาด้านอัคคีภัยกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ผู้ควบคุมการดับเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ในฐานะพยานฝ่ายจำเลย

ซึ่งระบุตอนหนึ่ง ว่า

รอบที่เกิดเหตุขณะนั้น ถูกควบคุมโดยกองกำลังของทหารทั้งหมด กระทั่งตอนออกจากห้างในช่วงเย็น ทางด้านหลังห้างพารากอน ก็มีทหารควบคุมพื้นที่อยู่ รถพยาบาลหรือ รปภ. วิ่งออกมาจากพื้นที่
ก็ยังต้องผ่านด่านทหาร

ทีมงานอยู่ภายใน ถ้าไม่ไล่ออกไป มันเรื่องเล็กสำหรับไฟขนาดนั้น ในอาคารมีอุปกรณ์พร้อม น้ำให้ห้างก็มีจำนวนมหาศาล ระบบแรงดันน้ำก็ใช้ได้ ถ้าไม่ไล่เราออก ไม่มีทางไหม้ คนที่ไล่เราออกไปคือกลุ่มคนที่มีอาวุธ มีการโยนระเบิด

ขนาดตำรวจยังต้องหนี?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ร่วมเขียน