แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

15 ปี "สมัชชาคนจน" ขบถรุ่นแรกสถาปนา "สิทธิชุมชน" เบื้องหลังแบกคดีอาญาอื้อ


Tue, 2010-12-14 11:39

นัก นิติศาสตร์ชี้ "สมัชชาคนจน" เคลื่อนไหวมีพลัง-ท้าทาย เปลี่ยนนโยบายรัฐ แต่โดนฟ้องกลับเพียบ ด้านทนายคนจนแนะฟ้องคดีเชิงรุก ตั้งคณะทำงานร่วมสู้คดี นักสิทธิฯ เสนอตรวจสอบการพิจารณาคดีของศาล

วานนี้ (13 ธ.ค.53) นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการเสวนาหัวข้อยุทธศาสตร์การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมในวาระครบรอบ 15 ปี การก่อตั้งสมัชชาคนจน ณ ห้องแอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา การที่สมัชชาคนจนปะทะกับนโยบายและกฎหมายของรัฐ โดยใช้รูปแบบที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีลักษณะท้าทายและไม่ค่อยได้เห็นกันนักอย่างการปิดถนนหรือยึดเขื่อนนั้นมี พลัง ทำให้รัฐบาลและสังคมเห็นถึงความไม่ยุติธรรมของกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล ก่อให้เกิดการปรับตัวตั้งแต่ระดับรัฐ ที่มีการพูดถึงสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ 2550 มีการเพิ่มกลไกรัฐอย่างการแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนมากขึ้นมาแก้ปัญหา รวมถึงมีการปรับนโยบายสาธารณะบางส่วนด้วย

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การต่อสู้ดังกล่าวได้ก่อภาระตามมา นั่นคือการต้องเข้าสู่กระบวนการอาญา ไม่ว่าจะในขั้นของตำรวจ อัยการและศาล โดยยกตัวอย่างกรณีคดีบุกรุกที่ดินของชาวบ้าน 19 คนที่บ้านท่าหลุก จ.ลำพูน ซึ่งต้องโทษจำคุก 6 เดือนและพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นเสียชีวิตในคุก ขณะที่คนที่เหลือก็ต้องกลับมาอยู่ในที่ดินที่ผิดกฎหมายอีก เพราะไม่มีที่อยู่ นอกจากนี้ ยังมีกรณีคนงานโรงงานทอผ้ากรุงเทพ ที่ฟ้องคดีมาตั้งแต่ปี 2538 และมีการพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยจากค่าเสียหายที่คนงานเรียกร้องไป 2 ล้านบาท สุดท้ายศาลตัดสินให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยคนงานราว 110,000 บาทต่อคน ขณะที่หากเป็นคดีของชนชั้นนำในสังคมไม่ว่าฝ่ายไหนก็มักหลุดคดีด้วยเทคนิคทาง กฎหมาย อาทิ กรณีที่มีผู้กล่าวหาว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ครอบครองพื้นที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง ปปช. ระบุว่าไม่สามารถสอบสวนคดีที่มีอายุเกิน 2 ปีหลังจากเกษียณได้ หรือคดีทุจริตที่ดินอัลไพน์ของนายเสนาะ เทียนทอง ที่ศาลยกฟ้องเนื่องจากหมดอายุความ

นอกจากนี้ นายสมชายยังยกตัวอย่างกรณีชาวบ้านคนหนึ่งในภาคเหนือที่มีคดีทั้งสิ้น 49 คดี โดยหลุดไปแล้ว 47 คดี ซึ่งทำให้เห็นว่ากระบวนการอาญาทำให้คนในสังคมหรือคนตัวเล็กๆ ต้องแบกรับสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่เป็นธรรม ดังนั้นแล้ว นอกจากการต่อสู้กับนโยบายและคดีต่างๆ เรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือ การยกเครื่องกระบวนการอาญา เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีภาระหนัก ซึ่งหากผลักดันสำเร็จไม่เพียงแต่สมัชชาคนจนจะได้ประโยชน์ แต่ประชาชนคนอื่นๆ ก็จะได้ประโยชน์ด้วย

"กระบวนการทางอาญาเป็นกระบวนการที่ปรับตัวช้าที่สุดในทัศนะผม ช้ากว่าการต่อรองนักการเมือง" นายสมชายกล่าวและว่า การจะผลักดันเรื่องนี้ต้องอาศัยการรวมตัวจากประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อทำให้เป็นประเด็นที่กว้างขวาง รวมถึงสถาบันทางวิชาการต่างๆ และสภาทนายความต้องช่วยกันชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมามีผู้ถูกกระทำจากกระบวนการนี้มากเท่าใดด้วย

ด้านนายสุรชัย ตรงงาม ทนายความจากโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีผู้ถูกดำเนินคดีมักถูกแยกส่วนไปจากขบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งเขามองว่า ควรนับคนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสียสละเพื่อขบวน รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขาด้วย

นอกจากนี้ นายสุรชัยแสดงความเห็นว่า การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของขบวนการประชาชนยังขาดการฟ้องคดีในเชิงรุก โดยที่ผ่านมา จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเป็นการเยียวยาที่ปลายเหตุ เขาได้ยกตัวอย่างการฟ้องร้องในเชิงรุก เช่น กรณีที่มีการฟ้องคดีในข้อหาทำให้โลกร้อน ซึ่งมีการนำแบบจำลองมาใช้คำนวณค่าเสียหายซึ่งสูงเกินจริง อาจดำเนินการฟ้องร้องให้เพิกถอนการใช้แบบจำลองที่ไม่เป็นธรรมนี้ หรือกรณีพื้นที่ประมงที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อาจผลักดันให้มีการ ประกาศ "พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม" ซึ่งจะช่วยยับยั้งการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวได้

ทั้งนี้ นายสุรชัยกล่าวถึงคดีต่างๆ ที่ขบวนการประชาชนต่อสู้อยู่ว่าจะสำเร็จได้ ต้องมีกฎหมายที่สนับสนุนการใช้สิทธิของประชาชน โดยหากกฎหมายใดไม่เปิดช่องดังกล่าวก็ควรได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ เสนอให้มีคณะทำงานเชิงคดี ที่เป็นการทำงานร่วมกันของชาวบ้าน ทนายความ เอ็นจีโอ และนักวิชาการ เพื่อร่วมมือกันใช้ข้อมูลของแต่ละฝ่ายในการต่อสู้คดีด้วย

ขณะที่นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กล่าวว่า เมื่อเป็นคดีความกันแล้ว การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจนนั้นเป็นเรื่องยากตั้งแต่การหาหลัก ทรัพย์ประกันตัว ตลอดจนหาเงินจ้างทนายสู้คดี เหมือนกับประชาชนแพ้ตั้งแต่ต้นเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้น รัฐที่เป็นธรรมจะต้องทำให้คนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น

นายไพโรจน์วิจารณ์ด้วยว่า กฎหมายที่มีอยู่นั้นไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น โดยเมื่อกฎหมายเข้าข้างรัฐ ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาก็มีความโน้มเอียงที่จะเข้าข้างรัฐตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ เมื่อชาวบ้านใช้พื้นที่ป่า โดยไม่มีเอกสิทธิ์ก็ตีความว่าเป็นการบุกรุกตามกฎหมาย โดยไม่พิจารณาถึงความเป็นมาของชุมชนในบริเวณนั้นๆ

ด้านแนวทางแก้ไข เขาเสนอให้ประชาชนที่ต่อสู้ในประเด็นต่างๆ รวมตัวกันเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายต่างๆ โดยไม่ต้องรอ ส.ส.หรือรัฐบาลเสนอให้ สร้างกลไกระงับข้อพิพาทเรื่องสิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อให้มีมาตรการบางอย่างรองรับนอกจากการพิจารณาแต่ข้อกฎหมายแต่เพียงอย่าง เดียว

ทั้งนี้ เขาระบุด้วยว่าคดีความต่างๆ นั้น ที่จริงแล้วสามารถระงับไม่ให้ไปถึงชั้นศาลได้ ซึ่งเป็นกระบวนการกฎหมายปกติที่ทำได้ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมได้จริง แต่ที่ผ่านมา กระบวนการเช่นนี้ไม่เกิดขึ้น

ต่อคำถามเรื่องการตรวจสอบการพิจารณาคดีของศาลนั้น นายไพโรจน์แนะนำว่า สามารถทำได้โดยการเข้าสังเกตการณ์การพิจารณาคดีในศาล เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านคดีทั้งในชั้นตำรวจ อัยการและศาลต่อสาธารณะ ว่ามีการสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้องกี่คดี ด้วยเหตุผลใด และมีการตัดสินจำคุกแล้วกี่ราย เพื่อให้เกิดการวิจารณ์ได้ รวมถึงควรมีการวิจารณ์คำพิพากษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการปรับตัวด้วย

http://prachatai.com/journal/2010/12/32285

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ให้ข้อมูลร่วมกัน