แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทบาท ยิ่งลักษณ์ ลำแสง และ "น้ำกรด" บนคราบ ปฏิกูล

วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:02:40 น.

ที่มา:มติชนรายวัน 3 พ.ค.2556 







ปฏิกิริยาอันเนื่องแต่ปาฐกถาพิเศษ ณ อูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินไปใน 2 กระแสใหญ่

1 อุปมาเหมือนกับเป็นแสงอันสาดฉาย

ขณะเดียวกัน 1 อุปมาเหมือนกับเป็นการราดน้ำกรดลงไปบนแผลเปื่อยเน่า ซึ่งดำรงอยู่ภายในสังคม

เป็นสังคม "ไทย" มิใช่สังคม "อื่น"

ความรู้สึกที่ปรากฏผ่านถ้อยคำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านถ้อยคำของ นายสมชาย แสวงการ เด่นชัด

เด่นชัดว่าเป็นเหมือน "น้ำกรด"

"ไม่เคยมีผู้นำที่ไหนในโลกประพฤติแบบนี้ มีแต่ผู้นำที่มาจากรัฐบาลพลัดถิ่นหรือผู้นำกบฏเท่านั้น"

เช่นนี้เองพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องทำจดหมายเปิดผนึก

"ไม่ควรทำให้เกิดความสับสนกับต่างประเทศ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนเยอะมาก"

ดิ้นเหมือนถูกราดด้วย "น้ำกรด"

สรุปตามสำนวนโบราณ "ยาดีมักขมปาก" หรือที่บางคนร้อยอย่างมีสัมผัสออกมาว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา"

ต้องยอมรับว่าครานี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ค่อนข้างเล่นบทแกร่ง

แกร่งแบบ "หญิงเหล็ก" นำเสนออย่างเรียบๆ แต่มากด้วยความคม มากด้วยเขี้ยวเล็บยังความปวดเจ็บไป 2 รายทาง

แปลกที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เงียบ

แปลกที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เงียบ

ทั้งๆ ที่ท่านแรกเป็นคนลงมือกระทำการเมื่อเดือนกันยายน 2549 ทั้งๆ ที่ท่านหลังเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคม 2549

คนที่เอะอะกลับเป็นคนที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2551

ปาฐกถาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กวาดรวมเอาบรรดาลูกมือหรือผู้ที่เสพเสวยประโยชน์จากการรัฐประหารมาอยู่ในมุมเดียวกัน

และล้วนแสดงความเจ็บปวดออกมา

เป็น ความเจ็บปวดเหมือนแผลในเนื้อตัวถูกราดด้วยน้ำกรด และเปล่งอุทานด้วยผรุส-วาทะ อันใกล้เคียงยิ่งกับอารมณ์ ความรู้สึกบางคนถึงกับหลุดคำอันไม่ควรหลุด

ทั้งๆ ที่สำแดงตนเป็นดั่ง "ผู้ดี"

ใน ฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แสดงออกอย่างเด่นชัดว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า อำนาจรัฐ และกลไกอำนาจรัฐ เป็นอย่างดี

จึงได้กล่าวถึงกระบวนการ "รัฐประหาร" อย่างแทงทะลุ

จึงได้ยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะได้อำนาจมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยก็ยังไม่บังเกิดในทางเป็นจริง

รัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งถึง 2 ครั้งจึงถูก "รัฐประหาร"

ขณะเดียวกัน รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อันมาจากฉันทานุมัติของประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554

จึงอยู่ในสภาพ "ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก"

จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ก็ถูก "ต้าน"

ไปติดแหง็กอยู่ใน "องค์กรอิสระ"

จะ เสนอร่าง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่ายกร่างทั้งฉบับ ไม่ว่าแก้ไขเป็นรายมาตราก็ถูก "ต้าน" และไปติดแหง็กอยู่ใน "องค์กรอิสระ" เพราะมีบางกลไกอำนาจรัฐที่ทรงอำนาจเหนือกว่า "รัฐธรรมนูญ" เท่ากับชี้ชัดว่ากระบวนการ "รัฐประหาร" ยังดำรงอยู่

ประชาธิปไตยจึงไม่มีหลักประกัน

ปาฐกถาพิเศษ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเหมือนกับ "น้ำกรด" และ "แสง" อันสาดฉาย

สาด ฉายเห็นด้านอัปลักษณ์อันดำรงอยู่ และราดรดลงไปบนแผลเน่าเปื่อยของสิ่งปฏิกูลที่ไม่ต้องการให้มีการพัฒนาไปสู่ ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง

บางส่วนจึงรับไม่ได้และคร่ำครวญอย่างปวดเจ็บ

1 ความคิดเห็น:

  1. ตัวชี้วัด
    วงค์ ตาวัน
    www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk56VTVOVFV4TVE9PQ==&sectionid=


    ฝ่ายอนุรักษนิยมทางการเมือง มักเป็นพวกล้าหลัง คลั่งชาติ คิดอยู่ในกรอบแคบๆ จนลืมไปว่าโลกปัจจุบันอยู่ในสภาพไร้พรมแดนเช่นไร เวลาเกิดปัญหาขึ้นในบ้านเมืองเรา ก็คิดเอาเองว่าสามารถปกปิดเก็บเงียบเอาไว้ได้

    แล้วถ้าใครเอาไปพูดนอกบ้าน เป็นต้องเดือด ดาลว่า ไฟในอย่านำออก!?

    ปาฐกถาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังสร้างความโกรธแค้นให้กับคนบางกลุ่มอย่างรุนแรง

    ทุกคนมีสิทธิ์คิดต่าง

    แต่การโต้แย้ง ต้องว่าด้วยเหตุผล ข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์บูดๆ

    ยิ่งประเด็นความในไม่ควรนำออกนั้น เชยและล้าหลังมาก!!

    เหตุการณ์ปฏิวัติ 2549 ทั่วโลกรู้และไม่ยอมรับอยู่แล้ว

    การปราบผู้ชุมนุมประท้วงทางการเมือง ถ้าลองใช้กองทัพ ถ้าลองอนุญาตให้ใช้กระสุนจริง ทั่วโลกเขารังเกียจอย่างที่สุด

    กรณีโทรทัศน์บีบีซีไล่บี้อดีตนายกฯ ยุคปราบม็อบ เป็นตัวอย่างที่ชัด

    คำกล่าวของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่ว่า มีสไนเปอร์ยิงผู้บริสุทธิ์ มีคลิปที่คนทั่วโลกเห็นหมดผ่าน สื่อต่างๆ

    การนำมากล่าว ถือเป็นท่าทีของนายกฯ คนนี้ว่าจะไม่ทำเด็ดขาด ควรเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้าย

    ปัญหารัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เป็นจุดยืนของนายกฯ และพรรคเพื่อไทย ปรากฏเป็นข่าวสารที่ทั่วโลกเขาก็รู้อยู่แล้ว!

    แม้แต่ประเด็นที่โจมตีว่า ทำไมไม่พูดถึงพฤติกรรมพี่ชายอันเป็นเหตุให้ต้องมีการรัฐประหาร

    นั่นคือความคิดที่ไม่อยู่บนหลักนักประชาธิปไตยสากล

    ประชาธิปไตยทั่วโลก เขาถือว่านายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่ และต้องพ้นจากอำนาจด้วยผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

    นักประชาธิปไตยทั่วโลก จะไม่ยอมรับว่า บางครั้งก็จำเป็นต้องรัฐประหาร!

    นักประชาธิปไตยมาตรฐานโลก ไม่มีใครยอมรับว่า การรัฐประหารมีเงื่อนไขให้ทำได้

    เพราะเงื่อนไขการรัฐประหารคือข้ออ้างที่ต้องมีทุกครั้งเวลาสตาร์ตรถถัง นักประชาธิปไตยไม่รับอย่างเด็ดขาด

    เหมือนข้ออ้างมีชายชุดดำในม็อบ จนต้องใช้กระสุนจริงปราบ ก็เป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลที่ปราบม็อบผิดพลาดทั่วโลก

    ปาฐกถายิ่งลักษณ์จึงแค่เน้นย้ำในความจริงให้ก้องโลก

    แต่น่าเชื่อว่าทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

    จึงเกิดการตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดเกินขีด!

    ตอบลบ

ผู้ร่วมเขียน