แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ลักษณะ สังคมไทย 1 ประเทศ 2 อำนาจรัฐ หลังรถไฟ ตกราง


คอลัมน์ การเมือง มติชน 4 พ.ค. 2556
www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367639298&grpid=&catid=01&subcatid=0100 

 
ยิ่งกลุ่ม 58 ส.ว.ที่สถาปนาตนเองเป็น "ส.ว.ผู้รักชาติ" อันนำโดยพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ออกมาฟ้องร้องกล่าวโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ยิ่งเข้าทาง
ยิ่งอดีต ส.ส.ร.ซึ่งมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ออกมายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคเพื่อไทย

ยิ่งเข้าทาง

ไม่เพียงแต่เข้าทางอัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตีปลาหน้าไซเอาไว้ในปาฐกถาพิเศษ ณ กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย

หากยังเข้าทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เพราะทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพราะทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

นั่นคือ กระดุมเม็ดแรก
กระดุมเม็ดแรกอันมีสภาพร้ายแรงไม่ผิดไปจากสภาวะแห่ง "รถไฟตกราง" และยังคาราคาซังมากระทั่งทุกวันนี้

1 ประเทศ 2 อำนาจรัฐ



อํานาจรัฐ 1 มีพื้นฐานมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดำรงอยู่ในสถานะฝ่ายนิติบัญญัติ ดำรงอยู่ในสถานะฝ่ายบริหาร

บางส่วนไปเป็นประธานรัฐสภา

บางส่วนไปเป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมกับพรรคการเมืองอันเป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลและเข้าบริหารในฐานะรัฐมนตรี

บริหารได้ แต่ไม่ราบรื่น

ตัวอย่าง เห็นได้จากภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ที่พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งมากเป็นอันดับ 1 ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย

ได้ นายสมัคร สุนทรเวช เป็น นายกรัฐมนตรี

ถาม ว่าบริหารได้ไหม คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะ 1 เผชิญกับกระแสการชุมนุมต่อต้านจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืดเยื้อจากเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม 2551

การต่อต้านรุนแรงถึงกับยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน

ขณะเดียวกัน 1 เผชิญกับกระแสบีบรัดของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ปลด นายสมัคร สุนทรเวช ยุบพรรคพลังประชาชน

นี่คืออีกอำนาจรัฐ 1 อันซ้อนทับกับอำนาจรัฐแรก



อํานา จรัฐที่ซ้อนอยู่นี้ ส่วน 1 เป็นอำนาจอย่างที่เรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ อาศัยองค์กรอิสระ อาศัยการขับเคลื่อนโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ

อำนาจส่วนนี้ไม่เพียงแต่เข้าไปมีบทบาทในการแต่งตั้ง "ส.ว."

หากแต่ยังรักษาฐานอำนาจเดิมอันได้มาจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เอาไว้อย่างครบถ้วน

ไม่ว่าจะเป็น "องค์กรอิสระ" ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. "สรรหา"

ลองไปสืบประวัติของ ส.ว.สรรหาที่ออกมาเต้นแร้งเต้นกาเนื่องแต่ปาฐกถาพิเศษก็จะประจักษ์ในความสัมพันธ์

ไม่ว่าจะเป็น นายสมชาย แสวงการ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม

การ ดำรงอยู่ของอำนาจรัฐส่วนนี้ผ่านกระบวนการรัฐธรรมนูญ ผ่านกระบวนการองค์กรอิสระ คือ การเตะสกัดขามิให้อำนาจรัฐอันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเดินหน้าไปได้โดย ราบรื่น

เว้นแต่เมื่อใดที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล

หากเมื่อใดไม่อาจเตะสกัดขาโดยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ก็ถึงเวลาที่จะอาศัยอีกกลไกอำนาจรัฐหนึ่งซึ่งเคยใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

นี่คือสภาพ 1 ประเทศ 2 อำนาจรัฐ


ถามว่าการดำรงอยู่ของสภาพ 1 ประเทศ 2 อำนาจรัฐเช่นนี้เป็นผลดีกับประเทศกับประชาชนหรือไม่

ตอบ ได้เลยว่าไม่เป็นผลดี ตัวอย่างของความปั่นป่วน วุ่นวายอันดำรงอยู่ตลอดเกือบ 7 ปี ภายหลังการรัฐประหารนับว่าเด่นชัด เห็นเป็นรูปธรรมในทุกประเด็นทุกปัญหา

ประเทศหยุดนิ่ง ประชาชนเสียโอกาส



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ร่วมเขียน