แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

All quiet on the western front โดย ปูนนก


นานมาแล้วครับผมเคยอ่านหนังสือที่ classic มากเล่มหนึ่งชื่อ All quiet on the western front ที่เขียนขึ้นโดย Erich Maria Remarque ซึ่งเขาเป็นทหารเยอรมันที่ผ่านศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเนื้อเรื่องของหนังสือเล่มนี้ ได้เล่าถึงความทุกข์ทรมาน, ความยากลำบาก และสภาพการรบของทหารที่ไปรบในสงครามครั้งนั้น โดยตัวเอกของเรื่องชื่อ Paul Baumer

ซึ่ง Paul Baumer เป็นนักเรียนหนุ่มอายุ 19 ปี เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลายในเยอรมัน และถูกปลูกฝังให้มีอุดมการณ์รักชาติ และเสียสละเพื่อชาติโดยมองถึงความยิ่งใหญ่และเกียรติยศของชาติและจักรพรรดิ์ไกเซอร์ เป็นสำคัญ ในที่สุดนักเรียนในรุ่นนี้ทั้งหมดก็สมัครเข้าร่วมรบในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยความคิดที่ว่าการรบเป็นการสร้างเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของความเป็นลูกผู้ชายผู้รักชาติ..

หนังสือเรื่อง All quiet on the western front นี้โด่งดังมากและถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งภาพยนตร์ก็ได้ให้อารมณ์ความรู้สึกที่สัมผัสถึงความโหดร้ายของสงครามได้เช่นเดียวกับที่บรรยายไว้ในหนังสือ (แม้ว่าจะอาจจะมีบางตอนที่ขาดหายไปบ้างก็ตาม)..

หนังสือเรื่องนี้ได้แสดงถึง ความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงความลำบากยากแค้นของบุคคลที่จะต้องเข้าไปสู่พื้นที่การสู้รบ และต้องต่อสู้เพียงเพื่อเอาชีวิตของตนเองให้รอดไปได้วันต่อวัน.. โดยที่พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องมีสงครามการต่อสู้ขึ้น.. ในระยะแรก Paul ไปร่วมรบพร้อมด้วยความรู้สึกเกลียดชังต่อศัตรูชาติฝรั่งเศสและต้องการแสดงความรักชาติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขาถูกปลูกฝังมานั้น ไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย.. ทุกวันที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากสงครามสนามเพลาะ.. ความเป็นมนุษย์ของเขาถูกทำลายลงไปทีละน้อย ทีละน้อย.... จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปนับปี Paul ต้องกลับไปบ้านเมื่อได้พัก เขารู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนที่แปลกประหลาดที่ไม่ใช่ลูกคนเดิมของพ่อแม่ ไม่ใช่คนที่อยู่ในชุมชนที่เขาคุ้นเคย ชีวิตของเขากลายเป็นชีวิตที่ถูกทำลายไปแล้วในสนามรบ.. และ Paul ได้กลับมามีชีวิตที่คุ้นเคยอีกเมื่อเขากลับสู่แนวหน้าอีกครั้ง...

ฉากที่น่าประทับใจที่สุดฉากหนึ่งเมื่อ Paul ออกไปลาดตระเวนแนวรบเวลากลางคืนแล้วหลงทาง ต้องนอนหลบอยู่ในหลุมกระสุนปืนใหญ่ ตอนนั้นมีการโจมตีพอดีทหารฝรั่งเศสนายหนึ่งกระโดดลงมาในหลุมปืนใหญ่นั้น.. Paul กระหน่ำแทงด้วยมีดจนทหารนายนั้นนิ่งไป แต่ไม่ตาย จนรุ่งเช้าเมื่อมีแสงตะวันส่องมา Paul กลับรู้สึกทหารฝรั่งเศสนายนั้นไม่ควรจะมาเป็นศัตรูกับเขาเพียงเพราะใส่เครื่องแบบที่แตกต่างกันเลย Paul พยายามช่วยพยาบาลทหารคนนั้น.. แต่ในที่สุดทหารคนนั้นก็สิ้นใจต่อหน้าของเขาทำให้ Paul สะเทือนใจมาก..

ฉากสุดท้ายเมื่อการรบผ่านไป 4 ปี เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันในชั้นของ Paul ก็เสียชีวิตไปกับการรบเกือบหมด, บางคนพิการ, บางคนเป็นบ้า, บางคนหนีทหารถูกยิงเป้า, ส่วนตัวของ Paul เองก็ยังประจำอยู่ที่แนวรบด้านตะวันตก ขณะที่เยอรมันกำลังจะพ่ายแพ้ สงครามใกล้จะยุติ.. วันนั้น Paul Baumer ก็ถูกยิงตายขณะที่อยู่ในสนามเพลาะจากนักแม่นปืนของฝ่ายฝรั่งเศส ขณะที่ทั่วทั้งแนวรบไม่มีการสู้รบใดๆ. .

ปูนนก



ที่ผมเขียนเล่าเรื่อง All quiet on the western front ให้พี่น้องได้ทราบนี้.. ก็เพื่อจะพยายามสื่อให้เห็นว่า.. อีกไม่นานประเทศไทยจะมีคนอย่าง Paul Baumer อีกไม่น้อย ประชาชนในประเทศไทยกำลังถูกนำพาให้เกิดความ เกลียดชังบุคคลอื่นที่คิดไม่เหมือนตนเอง ประชาชนไทยกำลังถูกผู้มีอำนาจแยกสลายความเป็นมนุษย์ออกไป โดยใช้คำว่าความจงรักภักดี.. และความเป็นประชาธิปไตยมาแบ่งแยก.. ซึ่งผู้ที่กระทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็คือ กลุ่มผู้มีอำนาจ, มีบารมีอยู่ไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูลในประเทศนี้เท่านั้น

ในช่วงแรกแห่งการต่อสู้และการปะทะกันด้วยอาวุธ.. แต่ละฝ่ายก็จะมีความรู้สึกและความเข้าใจเหมือน Paul Baumer ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปนั้นคือ เกียรติ, ศักดิ์ศรี, ความรักชาติแต่ในที่สุดแล้วเมื่อเวลาผ่านไปและทุกสิ่งเริ่มกลับมาสู่บทสรุปของสิ่งที่เกิดขึ้น.. ทุกๆ คนก็จะได้พบว่า ในที่สุดแล้วไม่มีเกียรติ.. ไม่มีศักดิ์ศรี.. ไม่มีความรักชาติ.. ดังที่ทุกคนคิด ดังที่ทุกคนเข้าใจ มีแต่ชีวิต และเลือดเนื้อของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ต้องล้มตายลง.. และคนที่ต้องตายและสูญเสียลงไปนั้นก็คือ เพื่อนของเรา, ญาติของเรา, พี่น้องของเรา, แม้แต่พ่อแม่ หรือลูกของเราส่วนผู้ที่มีบารมีและก่อให้เกิดความขัดแย้งนั้น..ก็มีชีวิตอยู่บนกองสุขต่อไปไม่ว่าสงครามนั้นผู้ใดจะแพ้หรือชนะก็ตาม..

สงครามกับประเทศเขมรกำลังจะลุกลามไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นได้ อาจจะกลายเป็นสงครามที่ไทยต้องรบกับอินโดจีนทั้งภูมิภาค หรือ กับกองกำลังรักษาสันติภาพของ UN ก็ได้.. การยุบสภาอาจจะมีขึ้นในเร็ววัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเลือกตั้งได้เพราะสงครามชายแดนยังปะทุอยู่.. และเมื่อยังมีสงครามแต่ไม่มีรัฐบาล กฎอัยการศึกก็คงถูกนำออกมาใช้ทั้งประเทศ เพื่อเป็นการปิดประเทศและปราบปรามคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยให้หมดสิ้น..

กองกำลังประชาชนฝ่ายรัฐบาลได้ถูกสร้างเอาไว้แล้วเพื่อจะกลายเป็นมวลชนปกป้องสถาบัน ที่จะออกมาทำลายประชาชนคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันในข้อหาล้มล้างสถาบัน.. และสิ่งนี้ก็คือ การล้างสมองโดยกลุ่มผู้มีอำนาจเหมือน Paul Baumer ในตอนแรกนั้น.. แน่นอนว่าประชาชนคนเสื้อแดงคงจะไม่ยอมให้ถูกทำร้ายอยู่ฝ่าย เดียวดังแต่ก่อนอีกต่อไป สถานการณ์ในภาวะกฎอัยการศึก ก็จะกลายเป็นสงครามกลางเมือง เหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะยิ่งกว่านับร้อยนับพันเท่า..

สถานการณ์ทุกอย่างเวลานี้ เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจะเห็นได้ว่ากำลังพัฒนาไปสู่จุดนั้น อย่างแน่นอน.. ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครถอยหลังให้ใคร ท่านนายกทักษิณ และแกนนำคนสำคัญๆ ของคนเสื้อแดง อาจจะปลอดภัยอยู่ต่างประเทศ หรือได้รับการคุ้มครองจากกองกำลังป้องกัน.. อมาตย์ใหญ่และศักดินาใหญ่ผู้ครองอำนาจเผด็จการในประเทศนี้อยู่ ก็จะปลอดภัยจากการป้องกันของกองกำลังส่วนตัว และอาจจะลี้ภัยได้โดยง่ายด้วยการเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว.. ไม่ว่าจะเป็นทางเครื่องบิน หรือทางเรือ..

แต่ทว่า.. ผู้ที่ต้องสูญเสียอย่างเลือดนองท้องช้างท่วมแผ่นดินในครั้งนี้ก็จะคือ ประชาชนไทย, ลูกหลานไทย ที่เกิดร่วมแผ่นดินเดียวกัน ที่ได้เติบโต และร่ำเรียนมาด้วยกันในแผ่นดินนี้พวกเขาคือพลเมืองไทยที่ทำมาหากินอย่างปกติสุข เคยมีความรัก มีความห่วงใย มีความเอื้ออาทรต่อกันมาตลอดนับบรรพกาล..

สักวันเมื่อสงครามแห่งประชาชนยุติลง ประเทศไทยอาจจะต้องสร้างอนุสรณ์สถานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง เหมือนประเทศเกาหลีใต้ที่ได้สร้างอนุสาวรีย์สองพี่น้อง (ฮยองแจอึยซาง) ขึ้นมาก็ได้...



ปูนนก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ร่วมเขียน