แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Turn My Exile to Learning Period (2) : Thaksin Shinawatra : Lifelong Learning




Turn My Exile to Learning Period (2) 
Thaksin Shinawatra

Lifelong Learning : การเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันนี้ขอเล่าเรื่องที่ผมโง่มานานและก็ได้บทเรียนมาเล่าให้ท่านฟังครับ เมื่อวันก่อนมีคนหนุ่มมีความรอบรู้ดีมาพบผม มาคุยเรื่องไฟฟ้าพลังลม ผมก็พูดออกไปด้วยความมั่นใจบนพื้นฐานของความรู้สึกว่า บ้านเราลมไม่แรงทำไฟฟ้าพลังลมคงลำบาก เขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล ลมไม่ต้องแรงมากก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ผมก็เลยบอกว่ายังงั้นคงต้องไปทำแถวริมทะเลเพราะลมจะแรงหน่อย ผมเชื่อว่าคนทั่วไปก็จะคิดแบบผม รู้ไหมเขาบอกผมว่าอย่างไร

เขาบอกว่าที่ไปทำกันริมทะเลเจ๊งกันเป็นแถวเพราะเป็นลมผิวล่างไม่ใช่ลมบน ลมมันอ่อนมากไม่พอผลิตกระแสไฟฟ้า ผมไปเอาแผนที่ลมของ NASA (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา) มาศึกษาดู ปรากฎว่าเมืองไทยมีลมระดับสูงที่พอผลิตกระแสไฟฟ้าได้แถวๆโคราช ประกอบกับที่ดินที่จะเข้าไปปักเสาก็ไม่ใช่ป่าสงวน ทางเหนือก็พอมีลม แต่เป็นภูเขาผ่านป่าสงวน ปัญหาเยอะ

ท่านครับ ผมถึงบางอ้อทันที มันบอกให้ผมรู้ว่าทุกอย่างอย่าใช้ความรู้สึก ต้องใช้วิทยาศาสตร์และคำตอบทางวิทยาศาสตร์มีอยู่เต็มไปหมด หาได้ง่ายมากในโลกยุคใหม่

พอเขาพูดถึงแผนที่ NASA ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของแร่ธาตุและทรัพยากรทั้งหลาย NASA ก็มีแผนที่ที่เขาถ่ายจากอวกาศมาทั้งโลก เขารู้หมดว่ามีอะไรอยู่ที่ไหนมากน้อยแค่ไหน อเมริกา รัสเซียจะเป็น 2 ประเทศที่รู้เรื่องนี้มาก ถึงได้มีการเดินหมากรุกการเมืองโลกเพื่อครอบครองทรัพยากร ท่านรู้ไหมครับว่าที่อัฟกานิสถานที่รัสเซียเคยเข้าไปและตอนนี้สหรัฐเข้าไปเป็นประเทศที่มีทองคำ ทองแดง ก๊าซธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มากครับ อิรักมีน้ำมันมาก อิหร่านมีน้ำมันมาก ประเทศ DR Congo (Democratic Republic of the Congo) ที่แอฟริกามีแร่ธาตุในดินที่มีมูลค่ามากกว่า GDP ประเทศอเมริกาและยุโรปรวมกัน สรุปให้เห็นว่าการเมืองระหว่างประเทศถูกผูกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเดินหมากรุกทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ เราจึงต้องรู้ลึกรู้เหตุผลของการเดินเกมของแต่ละฝ่าย เราจึงจะไม่ตกไปอยู่ตรงกลางของการปะทะกันครับ

ที่ผมพูดมานี้อยากจะบอกว่า ถ้าเราไม่รู้จริงต้องตอบว่าไม่รู้และไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัวเสียหน้า ไม่รู้ว่าเราจะมีตำแหน่งฐานะหรือภูมิหลังเป็นอะไรมา ไม่เช่นนั่นเราจะโง่ไปนาน คนเราทุกคนต้องเคยโง่มาก่อนและต้องอย่าให้โง่นาน และต้องเรียนรู้และยอมหลุดจากความโง่ความไม่รู้จริง โลกนี้เป็นโลกของ Lifelong Learning คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งอาจเกิดจากการอ่านหนังสือ การฟังสารคดีต่างๆ การไปพูดคุยกับคนมากๆ การไปดูนิทรรศการต่างๆ เรียนผิดเรียนถูกกับชีวิต หรือเรียนจากการเข้าอบรมสัมมนา จะเป็นการเรียนเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ทั้งนั้น

โลกมีความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกนาที เราหยุดที่จะเปิดเครื่องรับทางปัญญาเมื่อไหร่เราก็ตามโลกไม่ทันเมื่อนั้น เมื่อเด็กจบปริญญา เรามักจะใช้คำว่าจบการศึกษา ห้ามไปแปลว่าเลิกศึกษานะครับ ยังต้องศึกษานอกห้องเรียนต่อไป คือห้องเรียนชีวิตนั่นเอง ฝรั่งเขาใช้คำว่า commencement day แปลว่า วันเริ่มต้น

ผมอยากจะฝากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่าต้องให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้พูด ได้แสดงความคิดเห็น ได้แสดงความรู้ของเขา เพราะปริมาณข้อมูลและความรู้ที่เข้าในหัวเด็กปัจจุบันยยุคดิจิตอลมีมากกว่าสมัยเราเยอะ อย่าไป take authority พูดเพื่อปิดความคิดของเด็กๆ และมั่นใจว่าตัวเองเก่งสุด รู้สุด ใช่ครับหลายคนเก่งและรู้ แต่ไม่มีใครเก่งทุกเรื่องและรู้ทุกเรื่อง แบ่งกันเก่งแบ่งกันรู้ดีที่สุดครับ ประเทศไทยตอนนี้เราต้องการความสามัคคี ความรักชาติ แต่เราไม่อยากได้อีกด้านหนึ่งคือความอิจฉา ความหลงตัว และความคลั่งชาติครับ ต้องเดินสายกลางตามพระพุทธเจ้า มัชฌิมาปฏิปทาครับ

Turn My Exile to Learning Period (1) : Thaksin Shinawatra : ONE ASIA





Turn My Exile to Learning Period (1)
Thaksin Shinawatra

ONE  ASIA


หัวข้อนี้ผมอยากจะบอกว่าการที่ผมต้องมาลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ นั้นผมก็ไม่ยอมให้เสียเวลาโดยสูญเปล่า นั่งเศร้าสร้อยเครียดอยู่คงไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนที่ตอนผมบวชพระสวดมนต์ตอนเย็น ก็จะมีตอนหนึ่งบอกว่า วันคืนล่วงไป ล่วงไปบัดนี้เราทำอะไรอยู่ ผมก็เลยต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการใช้เวลาเรียนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้อย่างใกล้ชิด เข้าถึงให้มากที่สุด ผมได้เห็นโลกในทุกมิติ ทั้งโลกมืด โลกมัวๆ และโลกสว่างไสว แล้วก็หันมามองเมืองไทยเพื่อจะทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่าผมจะไปอยู่มุมไหนของโลก ก็คิดตลอดเวลาว่าผมเป็นคนไทยที่รักประเทศไทย

แน่นอนครับ ผมอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้กับครอบครัว ไม่ได้มีโอกาสให้ความอบอุ่นครอบครัวอย่างใกล้ชิด ไม่ได้ฝึกฝนลูกๆอย่างใกล้ชิด ผมก็ต้องปรับตัว เป็นการให้ความอบอุ่น ให้ความรู้ ประสบการณ์จากที่ห่างไกล แต่ครอบครัวผมก็เข้มแข็งกันทุกคน ก็อยากจะบอกกับ ผู้ที่รักและปรารถนาดีกับผมและครอบครัวว่า เราอดทน และจะใช้โอกาสนี้สร้างเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งระดับเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนด้านวิชาการ ให้ได้มากที่สุด และก็จะทยอยแลกเปลี่ยนกับคนไทยผ่าน Facebook ของผมไปเรื่อยๆเท่าที่จะมีเวลาครับ

วันที่ 15 ตุลาคมนี้ ผมก็จะไปพูดเรื่อง One Asia ซึ่งตอนนี้ก็มีการพูดถึง One Asia มากขึ้นเพราะ Asia เป็น Economic Growth Area ของโลกอยู่ในขณะนี้ เพราะ Asia เป็นทวีปเดียวที่ไม่มี Continent Wide Forum เพราะเรามีความขัดแย้งอยู่เป็นที่ๆ เช่น เกาหลีเหนือ/เกาหลีใต้ อินเดีย/ปากีสถาน ปาเลสไตน์/อิสราเอล นอกจากนั้นยังมีปัญหาในอีกหลายประเทศ อีกทั้งเรายังเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด มีคนยากจนมากที่สุด มีคนรวยรวมแล้วก็มากที่สุด ความพยายามที่จะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวของทวีปเอเชียเป็นเรื่องที่ทำมานานมาก ซึ่งผมก็เคยได้ริเริ่ม ACD (Asia Cooperation Dialoque) ตอนที่ผมยังเป็นนายกฯแล้ว แต่ก็ยังมีสมาชิกไม่ครบทั้งทวีป แต่ก็เป็นประเทศสำคัญๆทั้งนั้น

วันนี้อยากเล่าเรื่องจีนให้ฟังครับ ว่าวันนี้จีนได้พัฒนาไปมากและเร็วกว่าที่ทุกคนจะคิด ที่เป็นเช่นนี้เพราะจีนเป็นประเทศ ที่มียุทธศาสตร์ ในการก้าวเดินตลอดเวลา มีการใช้ระบบที่เรียกว่า Division of Labor มาประยุกต์เข้ากับกาลสมัย เขามีโครงสร้างของพรรค คู่ขนานกับโครงสร้างชองการบริหาร โดยให้โครงสร้างของพรรคทำหน้าที่กำหนดและควบคุมนโยบายและยุทธศาสตร์

ส่วนโครงสร้างของฝ่ายบริหารมีหน้าที่ปฏิบัติและใกล้ชิดกับการบริการประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิดมีวินัย โดยแบ่งเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ชั้นหมู่บ้าน ขึ้นไปถึงชั้นอำเภอ จังหวัด และมณฑล แม้กระทั่งกระทรวงก็ยังมีเลขาพรรคประจำทุกกระทรวง ที่พูดมานี้อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับบ้านเรา แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การทำงานให้สำเร็จต้องทำอย่างมียุทธศาสตร์ มีการกำกับนโยบายให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ และมีการติดตาม ประเมินผลงานตลอดเวลา

นอกจากนั้นจะต้องมีการมองภาพใหญ่ ลงมาจนถึงภาพเล็กๆ ไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือการสั่งการครั้งหนึ่งจากจุดสูงสุดจะลงไปถึงทุกจุดอย่างรวดเร็ว อีกอย่างหนึ่งที่ผมประทับใจประเทศใหญ่ๆอย่างจีนและอเมริกาก็คือเวลาผมไปพบระดับบริหารท่านหนึ่ง พูดอะไรไว้ ก็จะมีการส่งบทสนทนาไปยังผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เช่นผมพูดกับรัฐมนตรีว่าอย่างไร พอไปพบระดับนายกฯเขาจะทราบเรื่องและต่อเรื่องได้ทันที ทำให้การเจรจาความระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครับ

มาจีนคราวนี้ได้รับเชิญให้ไปพบระดับสูงมาหลายครั้ง เพื่อเพิ่มพูนความสัมพันธ์ ไทย-จีน และอาเซียน-จีนครับ

Me and My Country (1) : Thaksin Shinawatra เบื้องหลังการเจรจากับญี่ปุ่นในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ























Me and My Country (1)
Thaksin Shinawatra

เบื้องหลังการเจรจากับญี่ปุ่น
ในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ

ผมขอเริ่มตอนที่หนึ่งโดยการเล่าเรื่องเบื้องหลังการเจรจากับญี่ปุ่นในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิครับ

ปี 2544 ผมได้ประกาศว่าจะยกเลิกการประกวดราคาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งประกวดราคาโดยรัฐบาลก่อนเป็นวงเงิน 54,000 ล้านบาทเศษ โดยออกแบบรองรับผู้โดยสารได้ 35 ล้านคน ซึ่งขณะนั้นผมเห็นว่าแพงและจำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้น้อยไป เกรงจะไม่พอ เปิดปุ๊บก็ต้องเต็มปั๊บ ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในขณะนั้นก็วิ่งมาพบผมและขอคัดค้านเพราะเรากู้เงิน JBIC อยู่ โดยบอกว่าจะยกเลิกเงินกู้

ผมก็นั่งคิด เนื่องจากเรายังไม่พ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อ ก.ค. 40 แต่ถ้าเรากลัวไม่ได้กู้เงิน เราก็ต้องสร้างสนามบินที่แพงเกินจริงและรองรับผู้โดยสารได้น้อยเกินไป เพราะจะสร้างใหม่ทั้งทีอุตส่าห์รอกันมาตั้ง 40 ปี ขณะนั้นผมอ่านออกว่าทูตญี่ปุ่นกลัวว่าประกวดราคาใหม่บริษัทญี่ปุ่นจะไม่ชนะประมูล เรื่องการไม่ให้กู้เงินคงจะไม่จริง

ผมก็เลยบอกไปว่าผมจำเป็นต้องยกเลิกการประมูลและแก้แบบใหม่ให้รองรับผู้โดยสารจาก 35 ล้านคนเป็น 45 ล้านคน ถ้าญี่ปุ่นไม่ให้กู้ก็ไม่เป็นไร ผมใช้เงินแบงค์กรุงไทยกับแบงค์ออมสินก็ได้ ผมก็เลิกการประมูล แก้แบบเป็น 45 ล้านคน และให้มีการประมูลใหม่

ผลปรากฎว่าราคาลดลงจาก 54,000 ล้านบาท เป็น 36,666 ล้านบาท ประหยัดไป 17,000 ล้านบาทเศษ พร้อมกับรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 10 ล้านคน จาก 35 เป็น 45 ล้านคน ซึ่งขนาดเพิ่มแล้ววันนี้หลังจากเปิดไม่กี่ปีก็เต็มแล้ว ทั้งๆที่ไปใช้ดอนเมืองด้วย

และในที่สุด ท่านทูตญี่ปุ่นคนเดิมก็กลับมาขอร้องให้เราใช้เงินกู้ JBIC ต่อไปเหมือนเดิม (การเจรจาต้องรู้ความต้องการของเขาและของเรา)

ถ้าท่านจำได้ช่วงผมเป็นนายกฯใหม่ๆ ผมได้ประกาศว่าไทยจะไม่ยอมกู้เงินนอกเด็ดขาดยกเว้นสัญญาที่มีอยู่เดิม ทั้งๆที่ตอนนั้นเรามีเงินสำรองอยู่ 27-28 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่เรามีหนี้ต่างประเทศมากกว่าเงินสำรองเรามาก รวมทั้งหนี้ IMF ถึง 12,000 ล้าน

ผมเข้าใจโลกทุนนิยมดีครับ มันเปรียบเสมือนว่าเมื่อแดดออก มีแต่คนจะเอาร่มมาให้เราถือเต็มไปหมดทั้งๆที่เราไม่ต้องใช้ แต่ยามฝนตก เราอยากได้ร่มสักคันก็ไม่มีใครให้ยืม เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างคำว่า Trust & Confident ให้ได้ เงินถึงจะมา

ผมเลยใช้นโยบายว่า กัดฟันไม่กู้เงินนอกเท่านั้น ต่างประเทศก็เริ่มมั่นใจขึ้น เงินต่างประเทศก็เริ่มเข้ามาประกอบกับการปรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นให้สอดคล้องกัน ทำให้พ่อค้านำเข้าและส่งออกที่เก็บเงินไว้ต่างประเทศก็เริ่มนำกลับเข้ามา เสถียรภาพเงินบาทก็แข็งขึ้น เงินสำรองก็มากขึ้นจนเราสามารถใช้หนี้ IMF ได้ ซึ่งตอนเกิดวิกฤตตอนเราต้องยืมเงิน IMF ทุกคนก็คิดว่าต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปีกว่าจะใช้หนี้ได้

ตอนที่ผมตัดสินใจใช้หนี้หลายคนก็ห้ามผมว่าทำไมต้องรีบใช้ เดี๋ยวเงินสำรองจะพร่องมากไปไม่พอใช้ บังเอิญผมมีประสบการณ์เป็นนักกู้เงินมาก่อน ถ้าเราเป็นหนี้แล้วใช้คืนได้เขาถึงว่าเราเป็นลูกค้าชั้นดีที่จะให้กู้มากขึ้นอีก ผมก็เลยสั่งให้ใช้หนี้ทั้งหมดทีเดียว หม่อมอุ๋ยขอต่อรองเป็นอีก6 เดือน ผมก็เลยบอกว่าผมประกาศเลยนะว่าอีก 6 เดือนจะชำระ

ก็เลยเกิดการชำระหนี้ IMF ก่อนครบกำหนดถึง 2 ปี ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดีขึ้นมาก เงินก็เริ่มไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนเรากลายเป็นประเทศที่เรียกว่าเป็น Net Creditor Nation คือเป็นประเทศที่มีเงินฝากเป็นเงินตราต่างประเทศมากกว่าเงินกู้ต่างประเทศ โดยรวมตัวเลขทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วย เป็นครั้งแรกของไทย

สรุปก็คือว่าถ้าเรามียุทธศาสตร์การเงินและการทำงานที่ควบคู่กันได้ดี เราจะสร้างTrust & Confident ให้กับองค์กรของเรา(ซึ่งในที่นี้ก็คือประเทศ) แล้วเราจะเติบโตได้ เพราะจะมีเงินทุนเข้ามาให้เราได้ใช้บริหารและสร้างรายได้อย่างไม่จำกัดครับ วันนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ













วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ลีกวนยู มองอะไรในอเมริกา?

ลีกวนยู มองอะไรในอเมริกา? 
 
ลีกวนยูมองอะไรในอเมริกา ตอนที่ 1.

ลีกวนยูมองอะไรในอเมริกา ตอนที่ 2.



อเมริกาจะยังคงยิ่งใหญ่ต่อไปหรือไม่ในทศวรรษหน้านี้?

เราได้นำเสนอจีนจากสายตาของลีกวนยูไปสองตอนแล้ว ทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และยุทธศาสตร์ที่ควรจะเป็น ตอนต่อไปนี้เป็นตอนสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะทำให้เราทราบมุมมองของผู้นำระดับ โลกเช่นลีกวนยูในการประเมินสถานการณ์อเมริกาตามความเป็นจริง

SIU ค่อนข้างเห็นพ้องกับลีกวนยูหลายประเด็น เรามาติดตามดูกันครับ

และเราจะปิดท้ายซีรี่ส์นี้ด้วยการปรับตัวของสองยักษ์มหาอำนาจนี้ และผลกระทบกับการเมืองเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งความท้าทายต่อไป







คำถาม: อเมริกากำลังตกอยู่ในการ "อ่อนกำลังลง" อย่างเป็นระบบหรือไม่?


ลีตอบ: ไม่เลย แม้ว่าอเมริกากำลังตกที่นั่งลำบากในการแก้ปัญหาเรื่องหนี้และการขาดดุลงบ ประมาณ แต่ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าอเมริกาจะกำลังตกต่ำลงเป็นประเทศชั้นสอง

อเมริกาแสดงให้เราเห็นว่าพวกเขาสามารถฟื้นตัวและกลับคืนมาได้แล้วในประวัติ ศาสตร์ จุดแข็งของอเมริกาไม่ได้อยู่แค่เรื่องความคิด แต่สามารถคิดได้กว้างขวาง เต็มไปด้วยจินตนาการ และมีลักษณะมุ่งผลสัมฤทธิ์ พวกเขามีศูนย์ความเป็นเลิศหลากหลายที่จะแข่งขันกันสร้างนวัตกรรม ค้นหาแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ แถมสังคมนี้ยังสามารถดึงดูดอัจฉริยะหลากหลายจากทั่วโลกมารวมตัวกัน ภาษาอังกฤษที่อเมริกาใช้เป็นหลักนั้นเล่าก็เป็นภาษาของโลก (lingua franca) ที่เป็นที่ยอมรับของผู้นำในด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม ธุรกิจ การศึกษา การทูต และแม้กระทั่งใครก็ตามที่สามารถไต่เต้าขึ้นไปถึงระดับบนสุดของสังคมของตน ทั่วโลก

แม้ว่าอเมริกาจะเผชิญหน้าความยากลำบากทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่จิตวิญญาณด้านการสร้างสรรค์ ความสามารถในการฟื้นฟูสภาพ และการสร้างนวัตกรม จะทำให้ให้พวกเขาสามารถหยัดยืนต่อปัญหาหลักต่าง ๆ ได้ แล้วสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น แล้วฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันกลับมาอีกครั้ง

ในอีกสองสามทศวรรษข้างหน้า อเมริกายังคงเป็นสุดยอดอำนาจขั้วเดี่ยว อเมริกามีพลังอำนาจทางทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และมีระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นพลวัตสูงที่สุดด้วยเช่นกัน ในระบบเศรษฐกิจนั้นมีจักรกลในการสร้างการเติบโตอยู่สามประการคือ นวัตกรรม ความสามารถในด้านผลิตภาพ และ การบริโภค

อเมริกายังคงเป็นผู้กำหนดเกมในช่วงระยะเวลาอีกสามสิบปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสันติภาพ หรือเสถียรภาพในระดับนานาชาติใดก็ตามไม่อาจแก้ไขได้หากปราศจากการนำ ของอเมริกา ยังไม่มีประเทศ หรือกลุ่มประเทศใดก็ตามในโลกที่สามารถแทนที่อเมริกาในฐานะอำนาจที่สามารถ บงการโลกได้

อเมริกาเผชิญความท้าทายจากสงครามก่อการร้ายในช่วง 9/11 ความช็อคจากสถานการณ์ในขณะนั้นไม่สามารถหยุดยั้งพวกเขาได้ และพวกเขาไม่รีรอที่จะใช้พลังอำนาจทางทหารเพื่อเปลี่ยนเกมจากพวกก่อการร้าย ตามล่าไปสุดขอบโลก พบแล้วทำลายเครือข่ายก่อการร้ายอย่างถอนรากถอนโคน

ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อเมริกากำลังจะกลายเป็น "จักรวรรดิ์อเมริกา" แบบเสมือนจริง ไม่ว่าเราจะทำงานอยู่ส่วนใดบนผืนพิภพ เราจำเป็นจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับกิจการและผลิตภัณฑ์ของบรรษัทอเมริกัน ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จักรวรรดิ์จะต้องรวบรวมผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนา เข้าเป็นหนึ่งเดียว

คำถาม: จุดแข็งของอเมริกาคืออะไร?

ลีตอบ: ทัศนะที่ว่า "เราสามารถทำได้" (a can-do approach to life) ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ทุกสิ่งสามารถถูกแยก ถูกวิเคราะห์ และถูกรื้อกำหนดใหม่ขึ้นมาได้ ต่อให้ทำได้หรือไม่ก็ตาม คนอเมริกันเชื่อว่ามันสามารถแก้ไขได้ ถ้าใส่เงิน การวิจัย และความพยายามลงไปเพียงพอ ลีบอกว่าตลอดช่วงชีวิตเขาได้เห็นอเมริกาได้ปรับแต่งและปรับโครงสร้างทาง เศรษฐกิจของตนครั้งแล้วครั้งเล่า นับแต่พวกเขาจมลงในทศวรรษ 1980 แล้วดูเหมือนกับญี่ปุ่นและเยอรมนีจะแซงหน้าอเมริกาไป แต่แล้วเศรษฐกิจอเมริกาก็หวนกลับมาคำรามอีกครั้ง ระบบของอเมริกาเป็นระบบที่มีความยอดเยี่ยม มันมีขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือใคร

สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจอเมริกาสามารถเอาชนะคนอื่นได้คือ วัฒนธรรมผู้ประกอบการ ทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนมองว่าความเสี่ยงและความล้มเหลวเป็นเรื่อง ธรรมดาในชีวิต และมีความจำเป็นต่อการประสบความสำเร็จ เมื่อพวกเขาล้มเหลว พวกเขาก็ลุกขึ้นใหม่แล้วเริ่มต้นด้วยความสดชื่นอีกครั้ง ตอนนี้ทั้งญี่ปุ่นและยุโรปจำต้องหาทางรับวัฒนธรรมนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขีดความสามารถการแข่งขันของตน แต่ปัญหาคือวัฒนธรรมอเมริกันแบบนี้ขัดแย้งกับวัฒนธรรมที่เน้นความเป็นส่วน รวมของพวกเขา อาทิเช่นญี่ปุ่นมีประเพณีการจ้างงานชั่วชีวิต พวกเยอรมันมีระบบสหภาพที่ต้องทำการตัดสินใจร่วมกับระดับบริหาร ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสสนับสนุนสหภาพกดดันนายจ้างให้ต้องจ่ายค่าชดเชยหากมีการ ปลดคนงานออก

สหรัฐอเมริกาเป็นสังคม "ชายแดน" พวกเขาเชื่อในเรื่องการสร้างกิจการใหม่และสร้างความมั่งคั่ง นี่ทำให้สหรัฐเป็นสังคมที่มีพลวัตในการสร้างนวัตกรรม แล้วสร้างบริษัทเกิดใหม่เพื่อหาทางทำมาค้าายกับนวัตกรรมที่ค้นพบใหม่นั้นให้ ได้ และนั่นก็คือการสร้างความมั่งคั่งใหม่ ๆ ขึ้นมา สังคมอเมริกันจึงเป็นสังคมที่มีความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุก ๆ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา จะมีคนมากกว่าจำนวนมากที่ต้องพยายามแล้วก็ล้มเหลว คนน้อยลงไปอีกที่ล้มเหลวแล้วยังพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งประสบความ สำเร็จ แล้วน้อยยิ่งกว่าน้อยที่เมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็ยังจะสร้างและเริ่ม กิจการใหม่ ๆ ให้เติบโตเพิ่มต่อไปอีก นี่เป็นจิตวิยญาณที่สร้างเศรษฐกิจที่เปี่ยมพลวัต

วัฒนธรรมของอเมริกันนั้นหรือ ก็คือเริ่มจากศูนย์แล้วเอาชนะคุณ!

ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ลีให้ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะต้องฟื้น ตัวกลับมาอย่างแน่นอน เมื่ออเมริกันพ่ายให้กับญี่ปุ่นและเยอรมันในการผลิต พวกเขากลับมาด้วย อินเทอร์เน็ต ไมโครซอฟต์ บิลล์ เกตส์ และเดลล์ มีกรอบความคิดแบบไหนที่ทำให้คุณทำได้แบบนี้บ้าง? นี่แหละที่เป็นเส้นทางในประวัติศาสตร์ของพวกเขา พวกเขาเดินทางไปในทวีปที่รกร้างว่างเปล่า แล้วฆ่าพวกอินเดียนแดง ยึดเอาทุ่งไร่ท้องนาและฝูงกระทิง จากนั้นก็พวกเขาก็ตกลงกันเองว่า ใครจะสร้างเมืองที่นั่นที่นี่ แล้วก็ให้ใครสักคนเป็นนายอำเภอ ใครอีกคนเป็นผู้พิพากษา อีกคนเป็นตำรวจ ส่วนอีกคนเป็นทนายความ แล้วก็เริ่มลงมือกันเลย วัฒนธรรมแบบนี้แหละยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน มันเป็นความเชื่อว่าเราสามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้

ถ้ามองในเชิงสถิติ เป็นกราฟแบบระฆังคว่ำ อเมริกันเมื่อเปรียบเทียบกับยุโรปหรือญี่ปุ่น พวกเขามีพวกสุดปลายทั้งสองขั้วมากกว่า นั่นหมายถึงว่ามีโอกาสในการเกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมยิ่งกว่าด้วย ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะสัคมอเมริกันให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกสูงสุด และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมอเมริกันมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ล้ำหน้า พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพจนถึงขีดสุดและสูงกว่าใครเพื่อน

อเมริกาเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่จากอำนาจและความมั่งคั่ง แต่เป็นเพราะพวกเขาขับเคลื่อนประเทศชาติไปตามอุดมคติอันสูงส่ง เราไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมอเมริกาใช้พลังของตนผ่านสงครามโลกทั้งสอง ครั้ง และสงครามเย็น พวกเขายังคงแบ่งปันความมั่งคั่งของตน เพื่อสร้างโลกที่มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง อาจจะพูดได้ว่าอเมริกาใช้กำปั้นน้อยกว่ามหาอำนาจในอดีตที่เคยมีมา ตราบใดที่เศรษฐกิจอเมริกายังคงเป็นตัวนำในโลก ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตราบนั้น ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ญี่ปุ่น หรือ จีน ก็ไม่สามารถจะแทนที่ตำแหน่งที่โดดเด่นเหนือประเทศอื่นได้ในปัจจุบัน.



คำถาม: จุดอ่อนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาคืออะไร

ลีตอบ: เมื่อคุณมีประชาธิปไตยที่ใช้เสียงส่วนใหญ่ เพื่อจะชนะการเลือกตั้งคุณจะต้องให้มากขึ้นและมากขึ้น เพื่อเอาชนะคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งถัดไป คุณสัญญาว่าจะให้มากขึ้น ดังนั้นมันจึงเป็นกระบวนการประมูลแบบไม่มีวันจบวันสิ้น -- แล้วต้นทุนของมันก็คือหนี้ที่คนรุ่นต่อไปต้องจ่าย

ถ้าประธานาธิบดีใช้ยาแรงกับประชาชน เขาจะไม่ได้รับเลือกตั้งอีก ดังนั้นจึงมักจะยืดเวลาที่จะดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นที่ถูกใจประชาชนเพื่อเอา ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นปัญหาอย่าง การขาดดุลงบประมาณ หนี้ อัตราการว่างงานสูง จะถูกส่งไปยังรัฐบาลหนึ่ง ไปยังรัฐบาลอีกชุดถัดไป อเมริกาควรจะมีผู้นำที่รู้ว่าควรจะทำสิ่งที่ดีให้กับอเมริกาแม้ว่าเขารู้ว่า จะแพ้การเลือกตั้ง ระบบการปกครองที่ใช้ที่ไม่อนุญาตให้พวกเขาทำการแก้ปัญหาไปเงียบ ๆ พร้อมทั้งค้นหาสาเหตุไป ก็ไม่สามารถทำงานได้

ในช่วงหลังสงครามเวียดนามมา ประชาชนอเมริกันไม่ค่อยสนใจฟังการถกเถียงนโยบายที่มีเนื้อหาสาระจริงจัง ดังนั้นทั้งรีพับรีกันและเดโมแครตต่างก็ไม่รู้สึกรีบร้อนที่จะต้องตัดการใช้ จ่ายที่ทำให้เกิดการขาดดุล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสวัสดิการสังคม) เพื่อเพิ่มการออมและการลงทุน และที่สำคัญคือการปรับปรุงระบบโรงเรียนของอเมริกาเพื่อให้สามารถแข่งขันใน ระดับนานาชาติได้

ระบบประธานาธิบดีผลิตรัฐบาลที่ย่ำแย่กว่าระบบรัฐสภา เพราะในระบบประธานาธิบดี การปรากฎตัวต่อโทรทัศน์มีผลตัดสินแพ้ชนะ ส่วนระบบรัฐสภา ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้ดำรงตำแหน่ง พวกเขาต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี และในอังกฤษคนจะดูคุณตลอดช่วงเวลาทำงาน เพื่อจะสรุปได้ว่าคุณเป็นคนอย่างไร มีความลึกซึ้งพอไหม จริงใจในคำพูดคำจามากเพียงไร

ระบบประธานาธิบดีอาจทำให้คนไม่ได้เรื่องมาดำรงตำแหน่งก็ได้ เรื่องนี้อยู่ที่พวก spin doctor (มืออาชีพที่คอยสร้างภาพให้นักการเมือง) พวกนี้มีรายได้สูง กระบวนการเลือกตั้งแบบนี้ คนอย่าง เชอร์ชิล รูสเวลท์ หรือ เดอ โกลล์ คงยากที่จะขึ้นมาได้

ตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์การเมืองอเมริกันพูด ลีไม่เชื่อว่าระบบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวจะนำไปสู่การพัฒนาโดยอัตโนมัติ ลีเชื่อว่าประเทศควรพัฒนาวินัยมากกว่าประชาธิปไตย จะวัดคุณค่าของระบบการเมืองก็ควรดูที่ว่าระบบนั้นช่วยให้สัคมได้สร้าง เงื่อนไขที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ดีขึ้นหรือไม่ รวมทั้งทำให้เกิดเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่สอดคล้องกับเสรีภาพของบุคคลอื่นใน สังคมด้วย

ประเทศฟิลิปปินส์มีรัฐธรรมนูญแบบอเมริกัน ซึ่งเป็นระบบที่ยากต่อการดำเนินการที่สุดระบบหนึ่งในโลก เพราะมีการแยกอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ อย่างสิ้นเชิง แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาและมีความปั่นป่วนต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง และซื่อสัตย์ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี อาจล้มเหลวถ้าใช้รัฐธรรมนูญแบบฟิลิปปินส์ เพราะจะเผชิญปัญหาการติดขัด (gridlock) ในทุกช่วงเวลา

ยุคสังคมยิ่งใหญ่กับสงครามเวียตนาม (The Great Society and the Vietnam War) ระบบของสหรัฐไม่สามารถทำงานอะไรได้เลย

การเมืองแบบอเมริกันหรืออังกฤษชอบภาพลักษณ์แบบครอบครัว คนอาจจะชอบเวลาสื่อเล่นข่าว มิเชล โอบามา ลูก ๆ ของพวกเขา และสุนัขของพวกเขา แต่นั่นทำให้ตัดสินใจได้หรือว่าโอบามาเป็นประธานาธิบดีที่ดี แล้วตั้งใจกับการปรับปรุงเศรษฐกิจให้ดีขึ้น?

คำถาม : จุดอ่อนทางวัฒนธรรมของอเมริกาคืออะไร

ลีตอบ : มีปรากฎการณ์ที่ยอมรับไม่ได้อย่าง ปืน ยาเสพติด อาชญากรรมรุนแรง คนเร่ร่อน พฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้ในสังคม และการที่สังคมแตกแยก สิ่งเหล่านี้คุกคามระเบียบในสังคม การขยายพฤติกรรมที่ปัจเจกพอใจแต่ไม่ทราบว่าเป็นที่ยอมรับได้ของสังคมหรือไม่ ต้องแลกกับความสงบเรียบร้อยของสังคม

เอเชียต่างจากอเมริกันที่ว่าการยกให้ความเป็นปัจเจกอยู่สูงสุดทำให้ความกลม กลืนความสังคมเป็นไปได้ยาก ถ้าอยากให้เด็กผู้หญิงและหญิงชราเดินบนถนนได้ตอนกลางคืน โดยไม่เป็นเหยื่อของพวกค้ายา ก็ไม่ควรใช้โมเดลของอเมริกัน คนส่วนบนสัก 3-5% ของสังคมอาจจะรับมือกับสังคมเสรีสุดขั้ว การดวลกันทางความคิด แบบนี้ได้ แต่ถ้าเอาไปใช้กับมวลชนทั้งหมด สิ่งที่ได้ก็จะเป็นความอลหม่าน ทุกวันนี้รูปภาพที่เต็มไปด้วยความรุนแรง เรื่องทางเพศแบบดิบเถื่อน จะทำให้ชุมชนเสื่อมทราม

สื่ออเมริกาชอบโจมตีสิงคโปร์ว่าเป็นประเทศเผด็จการ มีกฎมากเกินไป เข้มงวดไป เป็นสังคมกำจัดเชื้อ นี่เป็นเพราะสิงคโปร์ไม่ใช้ความคิดแบบตะวันตกในการปกครอง ความคิดการปกครองของตะวันตกเป็นเพียงทฤษฎีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ไม่สามารถพิสูจน์ในเอเชียตะวันออก แม้แต่ในฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ประเทศไทย หรือเกาหลี ก็ตามที

พหุวัฒนธรรมจะทำลายอเมริกา คนเม็กซิกันจากทางอเมริกาตอนใต้และตอนกลางจะเข้ามาในอเมริกาแล้วเผยแพร่ วัฒนธรรมขอตนไปทั่วประเทศ คนพวกนี้แพร่พันธ์เร็วกว่าพวก WASPs (White Anglo-Saxon Protestants : หมายถึงคนขาวแองโกลแซกซอนที่นับถือโปรแตสแตนท์) แล้วเมื่อถึงเวลา WASPs จะถูกเม็กซิกันเปลี่ยน หรือเม็กซิกันจะเปลี่ยน WASPs? จริง ๆ ทั้งคู่ก็ถูกเปลี่ยนแต่ที่น่าเศร้าคือวัฒนธรรมอเมริกันจะถูกเปลี่ยนแปลง อีก 100 - 150 ปีข้างหน้าพวกฮิสปานิคจะมีราว 30 - 40% คำถามคือจะกลืนพวกฮิสแปนิคเข้ามาหรือพวกเขาจะทำให้อเมริกากลายเป็นนละตินอเม ริกา?


คำถาม : ระบบการเมืองต้องการคนดีไหม?

ลีตอบ : สำหรับสิงคโปร์หลักการที่ต้องคงไว้คือ ต้องมีคนที่มีคุณภาพสูงเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นสิงคโปร์ก็จะสูญสลายไป คนที่ยอมสละชีวิตส่วนตัว มีความซื่อสัตย์ ยอมเสี่ยงกับกระบวนการเลือกตั้ง เราจ่ายให้คนพวกนี้ด้วยราคาถูก ๆ ไม่ได้หรอก

ในระบบการเมืองตลอดการสังเกตของลีมาตลอด 40 ปี เขาพบว่าระบบการเมืองที่แย่ แต่ถ้ามีคนดีเข้าไปยู่ก็สามารถทำให้มีการก้าวไปข้างหน้าอย่างสำคัญได้ แต่ถ้าระบบที่เป็นไปตามอุดมคติ อย่างในอังกฤษและฝรั่งเศส ที่เขียนรัฐธรรมนูญเกือบ 80 ฉบับแล้วใช้กับประเทศใต้อาณานิคมต่าง ๆ กัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ ระบบสถาบัน หรือการคานอำนาจ ปัญหาอยู่ที่ไม่มีผู้นำที่ทำงานกับระบบสถาบันเหล่านั้น และประชาชนไม่มีความเชื่อถือในระบบสถาบัน ผู้นำที่ล้มเหลวจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย ระบบจะปั่นป่วนกับการจราจล รัฐประหาร และการปฏิวัติ

คำถาม: สหรัฐจะกลายเป็นยุโรปไหม

ลีตอบ: ถ้าตามทิศทางอุดมคติของยุโรปก็อาจเป็นไปได้ คนที่มีปัญหาควรได้รับการช่วยเหลือ แต่การช่วยคนพวกนี้จะต้องไม่ไปทำลายระบบการสร้างแรงจูงใจ

ถ้าสหรัฐเดินตามยุโรปที่มีระบบประกันสังคมที่ครอบคลุม เงินช่วยคนตกงาน และระบบประกันสุขภาพ นั่นจะทำให้พวกเขาต้องใช้เงิน 1.2 ล้านล้านเหรียญในสิบปี แล้วพวกเขาจะหาเงินมาจากไหน ถ้าสหรัฐไปทิศทางนั้น ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐจะชะลอตัวลง

คำถาม: สหรัฐจะรักษาตำแหน่งจ่าฝูงของโลกได้อย่างไร
ลีตอบ: ศตวรรษที่ 21 จะอยู่เป็นการแข่งอำนาจในเอเชียแปซิฟิค เพราะการเติบโตจะอยู่ที่นี่ ถ้าสหรัฐไม่ลงมาเล่นที่นี่ พวกเขาจะเสียตำแหน่งผู้นำของโลก

ถ้าสหรัฐจะมาเล่นที่เอเชียแปซิฟิค พวกเขาจะต้องแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นเงินจะไม่เพียงพอในการใช้จ่าย และเมื่อนั่น นายธนาคาร เฮดจ์ฟันด์ และนักลงทุนทุกคน จะสรุปว่าอเมริกาแก้ปัยหาการขาดดุลไม่ได้ แล้วเาก็จะย้ายสินทรัพยออกจากสหรัฐ แล้วนั่นก็จะสร้างปัญหาที่แท้จริงให้เกิดขึ้น

ลีเป็นห่วงหนี้ของสหรัฐมากที่สุด และปัญหาหนี้จะเป็นปัญหาหลักที่ทำให้อเมริกันสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำของโลก

สหรัฐจะต้องไม่ให้ภาระใน ตะวันออกกลาง อิรัก อิหร่าน อิสราเอล และน้ำมัน แล้วละเลยเรื่องอื่นจนทำให้จีนสามารถเข้าครอบงำผลประโยชน์ของตนในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ พวกจีนไม่มีความลังเลสงสัยในเป้าหมาย พวกเขามองหาแหล่งพลังงานไปทั่ว และสร้างมิตรทุกแห่ง รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

3 ตุลาคม 2556 ปลดปล่อย อ.สุรชัย แซ่ด่าน นักสู้เพื่อประชาธิปไตย

สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่ การปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม

โดย คุณ สุรชัย แซ่ด่าน
ที่มา thaienews.blogspot.com


สภาพ การณ์ของสังคมไทยปัจจุบัน ที่เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้คนไทยโดยทั่วไปงุนงง ไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย และทางออกจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะเข้าใจเพียงว่า เพราะ พตท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย ที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพรรคพลังประชาชนฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายหนึ่ง ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน จนก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกในหมู่ประชาชน ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ที่ลึกไปกว่านั้น ที่เป็นรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ จึงต้องทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่วิตกกังวลและหาทางออกได้ถูกต้อง

สภาพการณ์ทางสังคมและการเมืองไทย มองย้อนกลับไปในอดีตกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปรากฏการณ์ที่เป็นภาพที่คนโดยทั่วไปเข้าใจ คือนักศึกษาและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการณ์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่เนื้อแท้จริงของเหตุการณ์จะมองไม่เห็น

จริงๆ แล้วเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยม ยืมมือ นักศึกษาประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โค่นล้มกลุ่มเผด็จการณ์ทางการทหารที่มีอำนาจโดดเด่น จนถูกหวาดระแวงว่า จะเป็นอันตรายต่อกลุ่มอนุรักษ์นิยม ดังตัวอย่างในหลายประเทศในโลกที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือว่าเป็นการสิ้นยุคของระบอบเผด็จการอำนาจนิยมทางการทหาร ต่อจากนั้นการเมืองยุคทหารก็ค่อยๆ ลดระดับลง

แต่ ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากมาย จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยประชาชน แต่กลายเป็นทุนนิยมไทย ที่ได้รับการปลดโซ่ตรวนจากระบอบเผด็จการทหาร ทำให้ทุนนิยมไทย เริ่มสะสมทุน ขยายทุน และเข้าสู่การเมือง ตั้งพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มต้นการเมืองยุคทุนนิยม

ในขณะนั้น ฝ่ายซ้ายที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย (พคท) ก็ได้เข้มแข็งเติบใหญ่ขึ้นจากกระแสอินโดจีน และการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ปลอดภัยจากผู้นำเผด็จการทหาร เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยจากขบวนการฝ่ายซ้าย จึงร่วมมือกับฝ่ายทุนนิยม และจักรวรรดินิยมอเมริกา ใช้แผน “ขวาพิฆาตซ้าย” จนก่อกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น ทำให้นักศึกษาและประชาชนฝ่ายซ้ายจำนวนมาก ต้องหลบหนีเข้าป่า ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท)

ต่อมาเมื่อสถานการณ์โลก เปลี่ยนแปลง เกิดวิกฤตศรัทธาในฝ่ายสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท) ก็ตกต่ำจนหมดสภาพที่จะนำการปฏิวัติ กลุ่มอนุรักษ์นิยมจึงปลอดภัยจากขบวนการฝ่ายซ้าย

ครั้นมาถึงปัจจุบัน เมื่อทุนนิยมไทย ได้สะสมทุน และขยายทุนจนใหญ่โตขึ้น อีกทั้งโลกก็ได้พัฒนาเข้าสู่ยุค “ทุนโลกาภิวัตน์” ในประเทศไทย ก็เกิดกลุ่ม “ทุนนิยมใหม่” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพรรคการเมืองใหม่ชื่อ “ไทยรักไทย” มีทิศทางและนโยบาย สอดคล้องกับยุคสมัย ก้าวหน้ากว่าพรรคการเมืองทุนนิยมเก่า และพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป) ความตอบรับของประชาชนจึงมีมาก พรรคจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และหัวหน้าพรรค คือ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีความโดดเด่น ถึงขั้นจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ปัญหาจึงเกิดขึ้น

เพราะ กลุ่มอนุรักษ์นิยม เริ่มหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ ดังนั้นขบวนการจัดตั้งต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น เพื่อโค่นล้มทำลาย พตท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย นี้แหละ คือสภาพการณ์ที่แท้จริงของสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบัน

เมื่อ ทราบเนื้อแท้ของปัญหาแล้ว ก็จะต้องวิเคราะห์ว่า สถานการณ์จะก้าวไปอย่างไร และจุดจบของปัญหาจะลงเอยอย่างไร ก็ต้องพิจารณาทฤษฎีสังคมการเมืองและกฎวิวัฒนาการทางสังคม โดยศึกษาจากประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ในโลกที่ผ่านมา และวิเคราะห์ว่า สังคมไทยเวลานี้ดำรงอยู่อย่างไร

ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า สังคมไทยได้ก้าวพ้นจากสังคมด้อยพัฒนาแล้ว หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงปัจจุบัน น่าจะเรียกได้ว่า “เป็นสังคมกำลังพัฒนาขั้นสูง กำลังก้าวสู่ความเป็นสังคมที่พัฒนาแล้ว เข้าสู่ความเป็นสากล” แต่เนื่องจากสังคมไทย อยู่ในสภาพพิกลพิการ จึงไม่อาจก้าวสู่ความเป็นสากล

เป็น สังคมที่พัฒนาแล้วได้ เนื่องจากขั้นตอนการพัฒนาติดขัด เพราะในขณะที่เศรษฐกิจและสังคม กำลังก้าวสู่ยุคทุนโลกาภิวัตน์ แต่โครงสร้างทางอำนาจ ไม่ว่าเป็นตำรวจ ทหาร ศาล ระบบราชการต่างๆ ยังอยู่ในมือกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพราะประเทศไทย ยังไม่ผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม

ปรากฏการณ์ “กลุ่มพันธมิตร” และเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 เป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจน คือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม ในการโค่นล้มรัฐบาล เวลานี้ จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยม กับกลุ่มทุนนิยมใหม่
สถานการณ์ จึงก้าวเข้าสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม ที่กลุ่มทุนนิยมใหม่ จะเป็นผู้นำการปฏิวัติ เพื่อช่วงชิงโครงสร้างทางอำนาจจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม จุดแตกหักจะเริ่มขึ้น ต่อเมื่อใดที่กลุ่มอนุรักษ์นิยม ช่วงชิงความเป็นรัฐบาลจากปัจจุบัน (เปลี่ยนขั้ว) อย่างไม่ชอบธรรม ไปเป็นรัฐบาลภายใต้กลุ่มอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม

ขบวนการต่อสู้ อาจจะออกมาในรูป “แนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน” (นปช) หรือเป้าหมาย อาจจะรุนแรงกว่านี้ก็ได้ และอาจถึงขั้นมีการจัดตั้งกองกำลังอาวุธ เป็นป่าประสานเมือง และประสานกับคนไทยต่างประเทศเป็น ขบวนการแนวรบสามประสาน ก็เป็นได้

นี้คือคาดการณ์ตามการวิเคราะห์ในเชิงวิตกของผู้เขียน ซึ่งอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ จริงๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่จากทฤษฎีการปฏิวัติ จากระบอบสังคมศักดินา สู่ระบอบประชาธิปไตยทุนนิยม ตัวอย่างแรก คือการปฏิวัติฝรั่งเศษ และตัวอย่างล่าสุด คือการปฏิวัติในประเทศเนปาล เป็นกรณีศึกษาที่เราคนไทย จะต้องพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางลดความรุนแรง และการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ให้การเปลี่ยนแปลงใช้ทฤษฏี “เปลี่ยนผ่าน” แทนการใช้ทฤษฏี “โค่นล้ม”

สภาพ การณ์ที่คนในชาติแตกแยกอย่างรุนแรงในขณะนี้ เกิดจากการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยม กับกลุ่มทุนนิยมใหม่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มอนุรักษ์ยมเท่านั้น
ดังนั้น การแก้ปัญหา จะต้องพิจารณาว่า ในความขัดแย้งนี้ กลุ่มใหนเป็นด้านหลักของความขัดแย้ง และจะแก้อย่างไร ที่ผ่านมา สื่อมวลชนมากมาย นักวิชาการและบุคคลต่างๆ อาจไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ โดยโยนปัญหาไปที่รัฐบาลว่า เป็นด้านหลักของความขัดแย้ง การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่รัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา

ซึ่งที่ผ่านมา ทั้งนายกฯ ลาออก ยุบสภาถูกยึดอำนาจ และกระทั่งนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ถูกปลดออก เหตุการณ์ก็ไม่ยุติ จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ด้านหลักของความขัดแย้ง ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล แต่อยู่ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่หนุนหลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่ การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเป็นด้านหลัก

ทางออกของ การแก้ปัญหา ก็คือกลุ่มอนุรักษ์นิยม จะต้องยอมรับความจริง ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก ค่อยๆ ปล่อยมือจากโครงสร้างทางอำนาจ ปล่อยให้ใครกลุ่มไหนก็ตาม เมื่อได้รับการเลือกจากประชาชนมาเป็นรัฐบาล ได้มีอำนาจอย่างแท้จริง

ส่วนการทุจริตและความไม่โปร่งใสต่างๆ ระบอบประชาธิปไตย จะค่อยสะสางขัดเกลาโดยตัวของมันเอง จะต้องมุ่งที่จะให้การศึกษา ยกระดับจิตสำนึกของประชาชนให้สูงขึ้น แทนที่จะโค่นล้มทำลายล้างกัน การถ่ายเทโครงสร้างทางอำนาจอย่างปฏิรูป ค่อยเป็นค่อยไปอย่างเปลี่ยนผ่าน จะทำให้ไม่เกิดความรุนแรง แต่ถ้าไม่เป็นไปเช่นนี้ ก็จะเป็นการต่อสู้กัน เพื่อเปลี่ยนแปลงแบบ “โค่นล้ม” เป็นการปฏิวัติอย่างรุนแรง พลิกฟ้าคว่ำดิน ความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ก็จะใหญ่หลวง

“สงคราม” หรือ “สันติภาพ” อยู่ที่การตัดสินใจของกลุ่มด้านหลักของความขัดแย้ง

โลก ต้องพัฒนาไปข้างหน้า สังคมไทยก็ต้องพัฒนาไปข้างหน้าตามการพัฒนาของโลก การคิดถูกต้องและการตัดสินใจที่ถูกต้อง คือการคิดและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลก ฝากข้อคิดข้อเขียนนี้ให้ประชาชนคนไทยพิจารณา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วย

ผู้ร่วมเขียน