แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แผ่นดินนี้ อยู่ร่วมกันได้ (ตอนที่1-2-3)

 ตอนที่ 1 แผ่นดินนี้ อยู่ร่วมกันได้   

โดย : อ่างขางwww.dangdd.com/threads/แผ่นดินนี้-อยู่ร่วมกันได้-ตอนที่1-2-3.66937/ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ประชากรของประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 65 ล้านคน และพื้นที่ของประเทศมีทั้งหมดประมาณ 351 ล้านไร่ เป็นป่าไม้ประมาณ 175ล้านไร่ เมื่อนำที่ดิน ทั้งหมด ในประเทศไทย แล้วหักพื้นที่ป่าไม้ออก จะเหลือที่ดินที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เหลือประมาณ 176 ล้านไร่



สมมุติว่าประเทศนี้ ปกครองกันอย่างเสมอภาค ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันจริงๆ แผ่นดินของประเทศไทยทุกตารางนิ้วเป็นของคนไทยทุกคน(อย่างที่โฆษณาชวนเชื่อกันอยู่) แล้วประเทศนี้มีคุณธรรมอย่างเหลือล้น
 แต่ละคนน่าจะมีสิทธิ์ครอบครองในที่ดินของตนเอง เมื่อเฉลี่ยแล้ว น่าจะได้ คนละเกือบ 5 ไร่

นี่คือสมบัติเบื้องต้นของคนไทย ทุกคน ถูกต้องใช่ไหมครับ 

ผล ประโยชน์ที่เกิดจาก แผ่นดิน ทั้งหมด ที่เราเรียกกันว่าทรัพยากรธรรมชาติ เช่น หิน ทราย น้ำ แร่ธาติ ปลาในทะเล กาซ น้ำมันเชื้อเพลิง เหล่านี้ก็เป็นของคนไทยทั้ง 65 ล้านคน เช่นเดียวกัน ใช่ไหมครับ
ราย ได้จากผลประโยชน์จากแผ่นดินทั้งหมด เราไม่อาจคำนวนได้ว่า เราได้ผลประโยชน์ต่อปีทั้งหมดเท่าไรแน่ รู้แต่เพียงว่า รัฐบาลมีรายได้ จากการเก็บภาษี ของคนไทยด้วยกัน ได้ ปีละ ประมาณ 1ล้านล้านบาทเท่านั้น 

ถ้าเรานำภาษีที่เก็บได้ทั้งหมดถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากแผ่นดิน นำมาแบ่งเฉลี่ยให้กับประชากรทุกคน เราจะได้เงินเฉลี่ยปีละ 15,000 บาทต่อประชากร 1 คน

จากตัวเลข ที่คำนวนให้ท่านๆได้เห็น พอจะสรุปได้ดังนี้ 
คนไทยทุกคนจะมีที่ดินคนละ 5 ไร่ 
จะมีรายได้ 15,000 บาทต่อปี
 สองสิ่งนี้ ที่ถูกต้องคือต้นทุนของคนไทยทุกคนเมื่อเกิดมาจะมีสมบัติชิ้นนี้ติดตัวมาด้วย

 เรื่องที่ เขียนมาทั้งหมดนั้น แม้เป็นเรื่องจริง แต่ที่นี่ประเทศไทย มันจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงไปได้ ท่านที่เกิดมาแทนที่จะมีทรัพย์สินติดตัวมาตั้งแต่เกิดด้วยเป็นของขวัญ กลับกลายเป็นว่าเมื่อเกิดมาต้องมีหนี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิดกันเลย พอร้องอุแว้ได้ ก็มีหนี้ท่วมหัวเข้าไปแล้ว

ถ้าจะถามว่าเพราะอะไร คงต้องอธิบายกันนานและมากมาย ทีละตอนทีละตอนกว่าจะจบ เชื่อว่าผมคนเขียนเองก็คงแก่ตายก่อนเขียนจบไปแล้ว เมื่อเราทุกคนมีหนี้ท่วมหัวตั้งแต่เกิดแล้ว ทำยังไงจึงจะยังชีพอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองตามลำพัง ในเมื่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร จะได้โอกาศเข้าไปนั่งเป็นข้าราชการชั้นสูงคอยกดหัวคนจน ก็เป็นไม่ได้ 

ถ้าแม้ว่าประเทศนี้ยังคงปกครองกันด้วยระบบแบ่งกันกินในผู้คนชั้นสูงกันแบบนี้อยู่ การมีการเลือกตั้ง เพื่อเอาตัวแทนของประชาชนมาบริหารประเทศในประเทศไทยนี้ เปรียบได้ก็แค่การ คลายปมเชือกที่รัดคอของประชาชนออกเล็กน้อยเท่านั้น มิใช่เป็นการปล่อยให้หายใจอิสระอย่างเต็มที่ อย่างที่ประเทศอื่นๆเขาทำกัน

การคลายเชือกคล้องคอประชาชนที่ทำอยู่ขณะนี้ เรื่องหนึ่งก็คือ นโยบายการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลที่มาจากประชาชน มอบให้ประชาชน โดยรับซื้อข้าวเปลือก ตันละ15,000 บาท แต่ทำได้แค่ฤดูการเก็บเกี่ยวเพียงปีเดียว รัฐก็เปลี่ยนแปลงซะแล้ว จากจำนำตันละ15,000 บาทเปลี่ยนเป็น จำนำตันละ12,000 บาทแทน

มาดูต้นทุนของชาวนากันครับ(ที่มาจากคุณ หมูแดง แห่งยูเอสเอ)ต้นทุนการปลูกข้าว ตันละ 8,700 บาท เบ็ดเสร็จนับตั้งแต่หว่านไถ จนถึง เก็บเกี่ยวเป็นข้าวเปลือก

ถ้าจำนำในราคา ตันละ 15,000 บาทเมื่อหักลบกลบหนี้แล้ว ชาวนาจะเหลือกำไรสุทธิ เท่ากับ 6,300 ต่อตัน ต่อ1ฤดูการเก็บเกี่ยว
 
ถ้า.. เปรียบเทียบกับ ค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 300 บาท ใน1ปี จะได้ค่าแรงทั้งสิ้นเท่ากับ 109,500 บาท คิดคำนวน 1 ไร่ จะได้ผลผลิต ข้าวเปลือก จำนวน 600 กก.นั่นแสดงว่า ชาวนาต้องทำนาให้ได้ถึง 27 ไร่ขึ้นไป จึงสามารถดำรงค์ชีพเหมือน คนปกติธรรมดาได้ แต่ถ้าทำนาปีละ 2ครั้งก็ ทำนาแค่ 14 ไร่พอ ถ้าทำนาปีละ 3 ครั้ง ก็ทำนาแค่ 9 ไร่พอ
แต่ปัญหาขณะนี้ มีอยู่สองอย่างด้วยกัน 
1.ราคาจำนำ ลดลงเหลือแค่ 12,0000 บาทต่อน้ำหนักข้าว 1ตัน 
2.เงิน รายรับที่ถึงชาวนาจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นอย่างตัวเลขที่คิดไว้ เหตุเพราะ มีปัจจัยอื่นมาแทรกอีกมากมาย เช่น ผลผลิตไม่ได้ตามที่คำนวน ความชื้นในข้าวมากไป ฯลฯ

จาก ข้อ1 ราคาจำนำข้าวลดลง จนเป็นเหตุให้ ชาวนาทั้งประเทศเกิดความไม่พึงพอใจในตัวรัฐบาลและอาจจะมีเรื่องบานปลายต่อ เนื่องจนเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกในประเทศนี้ และเสถียรภาพของรัฐบาลเองก็อาจจะง่อนแง่นได้ รัฐบาลที่มาจากประชาชน จะอยู่รอดปลอดภัยได้หรือไม่ได้ในครั้งนี้หลายคนเป็นห่วง หลายคนมีข้อเสนอแนะดีดีมอบให้ ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไร เมื่อรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำไปแล้ว

มีผู้เสนอทางออกให้แบบนี้ครับฐานการเลี้ยงชีพถ้าเราตั้งไว้ปีละ 109,500 บาท/ปี/คน นั่นคือ ต้องขายข้าวให้ได้ในราคาตันละ 25,000 บาท ถึง 17 ตัน /ปี(ไม่ใช่ต่อฤดูกาล) จึงจะพอดีกับการเลี้ยงชีพของชาวนาไทย และเพื่อมิให้รัฐบาลที่ประกาศลดราคาจำนำข้าวไปแล้วเหลือแค่ ตันละ 12,000 บาท เสียลางวัดมากมาย 

พบกันคนละครึ่งทางแบบนี้ได้ไหมครับ ในเมื่อ ต้นทุนการปลูกข้าวต่อตันอยู่ที่ 8,700 บาทจะราคารับประกันเท่าไร15,000 บาท หรือ 12,000 บาท ชาวนาก็มีกำไรอยู่แล้วเสนอให้ รัฐบาลประกันราคาข้าว 15,000 บาท/ตัน ได้แค่ ข้าวเปลือกรายละ 17 ตันแค่นั้น
ส่วนที่มากกว่านั้น ให้รัฐบาลรับจำนำในราคา 12,000 บาท วินวินด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งรัฐบาลแลชาวนา  ส่วนข้อที่2 ผลผลิตไม่ได้ตามเป้าหมาย เหตุเพราะปัจจัยอื่นๆมากมายโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหา ฝนแล้ง น้ำท่วม ดินหมดสภาพให้แนะแนวทางอาชีพใหม่ให้กับชาวนา โดยยึดหลักให้เอารายได้ปีละ109,500 บาทเป็นเกณท์และช่วยเหลือชาวนาที่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต ด้วยวิถีทางเป็นจริง และไม่ลืมเรื่องปัจจัย4 ที่รัฐจะต้องตอบสนองให้ด้วย

ส่วนที่นาเหล่านั้นที่ไม่สามารถทำประโยชน์คุ้มค่าได้อีกแล้ว ให้รัฐวางแผนหาความเหมาะสมที่จะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง รัฐก็ดำเนินการต่อไป 
ซึ่งถ้ามีโอกาศ ผมจะนำเสนอเรื่องพื้นที่เหล่านี้อีกครั้ง

หมาย เหตุ
1.ข้อเสนอนี้มิใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุดและถาวร แต่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ที่ต้องการคลี่คลายปัญหาช่วงนี้เท่านั้น ส่วนที่จะให้แก้ไขให้ถาวรจริงๆ จะมีหลายท่านช่วยกันนำเสนอผ่านผมมาอีกครั้ง ในข้อเขียนตอนต่อไปครับ
2.ข้อเขียนชิ้นนี้ได้รับข้อมูลมาจากหลายด้านด้วยกันแต่รายละเอียดและ วิธีคิด ผมขอยกเครดิตทั้งหมดนี้ให้กับ คุณ หมูแดง แห่งยูเอสเอครับ







 ตอนที่2 ประเทศที่มีผู้ปกครองมีคุณธรรม 

ในประเทศคูเวต มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง และมีพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับประเทศไทย ถึงแม้ว่าประเทศของเขาจะไม่ถึงกับประชาธิปไตยจ๋า เหมือนโลกตะวันตก แต่เขาก็ไม่เอาเปรียบประชาชน สิ่งไหนที่เป็นสมบัติของคนทั้งประเทศเขาจะแบ่งปันลงมาอย่างเสมอภาคให้กับ ประชาชนของเขา  
การช่วยเหลือของรัฐ มากมายอย่างเป็นรูปธรรม สาธารณูปโภคพื้นฐานเข้าถึงทุกครัวเรือน การศึกษามีให้เต็มที่ หนุ่ม สาวที่จะแต่งงานกัน รัฐเสนอรถยนต์ให้ 1คัน มีที่ดินแบ่งให้เป็นสัดส่วน ในทันทีที่แต่งงาน รัฐบาลยกให้ฟรีๆกันเลย จัดให้บริการสาธารณูปโภคครบครัน 

ซาอุดิอารเบีย ที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณายาสิทธิราช ทรัพยากรของคนทั้งชาติตกลงมาสู่ประชาชนเช่นกัน แต่จะจัดสรรปันส่วนกับพวกที่มีเชื้อตระกูลด้วยกันมากกว่า วังต่างๆจะมีดาษดื่นในประเทศซาอุฯ ทั้งที่อีกด้านหนึ่งยังคงเป็นบ้านแบบสลัม
แต่ทั้งหมด ก็ยังมีสวัสดิการอีกหลายด้านเข้ามาช่วยถึงทุกครัวเรือน ให้กับประชาชน
 
ตัวอย่าง ของสวัสดีการที่ให้กับประชาน คือการรักษาพยาบาล มีแต่แบ่งให้เป็นหลายระดับ  
ระดับ1 ฟรีทั้งหมดแล้วยังต้องแถมเงินให้อีก ระดับ2ฟรีทั้งหมด ระดับ3รักษาฟรีบางส่วน  
สวัสดิการอะไรแบบนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดอันดับการเป็นพลเมืองของเขา  
ส่วนความช่วยเหลือด้านอื่น เช่น ไฟฟ้า กาซหุงต้ม รัฐจะมีบริการให้แต่ราคาถูกมาก เหมือนได้เปล่า กันเลย 

สอง ประเทศที่กล่าวถึง ล้วนอาศรัยทรัพยากรธรรมชาติน้ำมันและกาซ เป็นรายได้หลักของประเทศ สินค้าบริโภคเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 
แต่ประชากรของทั้งสองประเทศก็อยู่กันได้แบบมีความสุขตามแบบฉบับของตัวของเขาเอง  

กลับมามองประเทศไทยบ้าง




เรามีทุกอย่างที่สองประเทศที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มี เรามีดินที่อุดมสมบูรณ์ เรามีน้ำจืดที่มากมายมหาศาล เรามีแหล่งกาซ และแหล่งน้ำมัน ในทะเล เป็นสมบัติของเราเอง เหลือใช้ยังส่งขายต่างประเทศด้วย  เรามีที่ดินมากมาย ที่กรมที่ดินบอกว่าเป็นป่าสงวนแต่แท้ที่จริง มันเป็นไร่นาไปหมดแล้ว เรามีเขื่อนต่างๆไว้ผลิตกระแสร์ไฟฟ้าและกักเก็บน้ำเพื่อชลประทาน ให้ประเทศของเราเอง  
แต่.. ประชาชนเกินครึ่งประเทศยังยากแร้นแสนเข็นอยู่ 

ชาวนา ยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงประชากรทั้งโลก ถูกยกยอปอปั้น เขาคือกระดูสันหลังของประเทศไทย เพื่อมิให้มองตนเองต่ำต้อยกว่าใครๆในสังคม แต่ยิ่งทำนามากเท่าไรก็ยิ่งจนลงเท่านั้น ที่นา ที่เคยเป็นของตนเองที่บรรพยุรุษบุกป่าถางพงมาให้ ก็กลายเป็นของคนอื่นไปหมด ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องเช่าที่นาเขามาทำ จนลูกชาวนาจะเปลี่ยนอาชีพไม่ทำนากันหมดแล้ว ที่เหลือก็เพียงผู้แก่เฒ่าที่ยังรักถิ่นฐานของตนเองอยู่ ยอมก้มหน้าทำนากันต่อไป ปีใดน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ชาวนาก็มีความสุข ได้ข้าวเต็มยุ้งฉาง เหลือกิน ออกขายให้โรงสี นำเงินมาจับจ่ายใช้สอย แต่ถ้าปีไหนน้ำท่าขาดแคลนชาวนาก็สิ้นเนื้อประดาตัวไปเหมือนกัน บางคนเป็นหนี้สินท่วมหัว จนต้องขายที่นาใช้หนี้กันไปเลยก็มี 

นี่แหละคือประเทศไทย ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทั้งที่คนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง อย่าว่าแต่ปลูกข้าวกินเลย แม้ข้าวเขาหุงกินยังไง ยังไม่รู้ สุขสบายเหลือเกิน นั่งกระดิกเท้า เดี๋ยวเงินก็งอกเงยกันออกมาเอง ซื้อบ้านหรูๆ รถเก๋งราคาแพงๆ เสื้อผ้าต้องมียี่ห้อต่างประเทศเท่านั้น พวกเขาสุขสบายเหลือเกิน เหลือกินเหลือใช้ น้ำยังไม่ต้องอาบเองมีคนอาบให้เสร็จ อยากได้อะไรมีคนมีทูลให้ถึงที่ 

มันเป็นเพราะอะไร มันเป็นเพราะอะไร กับประเทศนี้  โหดร้ายเหลือเกิน นี่หรือที่เราเคยได้ยินกันว่า บรรพบุรุษของพวกเราร่วมกันสร้างชาติไทยขึ้นมา เสียเลือด เสียเนื้อ เสียชีวิต มาด้วยกัน กระดูกปู่กระดูกย่า ของบางคน ยังเอากลับมาไม่ได้ถูกฝังทิ้งบ้าง ถูกหมาแทะลากเอาไปกินบ้างก็แล้วแต่เวรแล้วแต่กรรม  

เมื่อเราสร้างชาติกันมาได้ เริ่มต้นด้วยวาจาก็เป็นของคนไทยด้วยกันทุกคนแต่เมื่อต้องแบ่งสันปันส่วน กลายเป็นแบ่งปันแบบ “ศักดินา” ใครใหญ่กว่า คนนั้นได้ที่ดินมาก มันช่างยุติธรรมดีจริงๆ ลูกหลานของนักกู้ชาติบางคนที่เป็นไพร่ ไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินของประเทศที่บรรพบุรุษเขาร่วมสร้างกันมาเลย หลายประเทศในโลกนี้ ต้องเกิดการปฎิวัติในประเทศตนเอง ก็เพราะสาเหตุมาจากความ อยุติธรรมแบบนี้ ชาวนา กรรมกร ผู้ที่ถูกเอาเปรียบโดยตรงออกมาสู้จนสามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ และ ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง สงครามภายในประเทศก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนที่ต่างชั้นออกมาสู้กันเองต้องตายเป็นเบือด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่สุดท้ายทุกประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลง ประชาชนต้องชนะ 

ถึงวันนี้แล้ว ถึงเวลา หรือ คิดได้กันหรือยัง ถ้าวันนี้ ท่านที่เหยียบดินไม่ถึง มีสำนึกกันบ้าง แบ่งผลประโยชน์เพียงเศษเสี้ยวของพวกท่าน ที่พอกพูนเก็บเอาไว้อย่างมหาศาล อีก100ชาติเกิดใหม่ก็ยังใช้ไม่หมด แบ่งลงมาให้ คนที่เหยียบดินถึงกันบ้าง เราจะได้เริ่มต้นอยู่กันอย่างสงบสุขกันเสียที แผ่นดินนี้ จะได้อยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าชาวนาหรือผู้เหยียบดินไม่ถึง ที่ดินราชพัสดุมีเท่าไรในประเทศนี้ มีอยู่ทุกจังหวัดของประเทศไทย รายได้ส่วนนี้ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท เอาลงไปช่วย ลูกหลานผู้กู้ชาติที่ตกละกำลำบากได้ไหม 

ส่วนแบ่งพลังงาน ลงมาช่วยประชาชนผู้ยากไร้ จริงๆเสียที
 ชาวนาครับชาวนา ท่านช่วยได้ครับถ้าคิดจะช่วยจริงๆ ช่วยแบบไหน หลายท่าน เสนอแนะมาผ่านผมมากมาย ผ่านทางรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา เลิกเสียที กับการแข่งขันการส่งออกข้าว ที่ดินส่วนไหน ที่พื้นดินหมดสภาพไปแล้ว ให้รัฐบาลเข้ามาดูแล แนะนำว่าควรทำประโยชน์กับที่ดินอย่างไรดี วางแผนระยะสั้น ระยะยาวให้เสร็จ มีเงินอุดหนุนให้พร้อม เช่นที่นาน้ำท่วม ควรปลูกพืชลอยน้ำหมุนเวียนแทน ได้แก่ ผักกะเฉด ผักบุ้ง ดอกบัว ฯลฯ แล้วแนะนำตลาดส่งขายให้ด้วย หรือ ที่นาแห้งแล้ง ควรปลูกพืชระยะสั้นหมุนเวียนแล้วปลูกพืชยืนต้นแซม ช่วงแรกรัฐต้องมาดูแลก่อน ถึงระยะที่พืชยืนต้นใช้ประโยชน์ได้รัฐบาลจึงถ่อยออกมา พืชยืนต้นที่ได้ผลเร็วมีมากมาย เป็นต้นยางก็ได้ เป็นผลไม้ก็ได้ หรือแม้กระทั่งต้นยูตาลิปตัส ยังได้เลย แล้วแต่ความเหมาะสมแต่ละพื้นที่ หรืออาจจะเลิกอาชีพเกษตรกรไปเลยก็ได้ เข้าสู่ระบบ แรงงานแทน แต่ทั้งหมดรัฐบาลต้องมีสิ่งตอบแทนให้ เช่น บุตรหลานของผู้มีพระคุณเหล่านี้ ที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศมาตลอดชีวิต เขาน่าจะได้สิทธิ์ที่จะเรียกตนเองว่า พลเมืองอันดับหนึ่งของประเทศ จะได้รับสิทธิ์มากกว่าผู้อื่น ได้แก่การศึกษาฟรีทุกระดับชั้น เมื่อแต่งงาน เอาที่ดินที่มีอยู่จัดสรรให้ทันที คู่ละ 50ตร.ว.ในที่รัฐจัดสรรให้ในจังหวัดนั้นๆ ค่าไฟฟ้าภายในครัวเรือนฟรี ค่าน้ำประปาฟรี ค่ารักษาฟรีทุกโรงพยาบาลของประเทศไทย  

ที่ดินที่ทำนาได้ทุกตำบลทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ตั้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์กันไปเลยที่ดินผืนไหน ถ้าไม่ใช่ของชาวนา ให้รัฐซื้อคืนให้หมด ที่นาที่อนุรักษ์ไว้ อาจจะแค่ บริโภคภายในประเทศ หรือ มีเหลือบ้างมากหรือน้อยไม่รู้ได้ ราคาข้าวไม่ต้องประกันหรือจำนำ ให้รัฐบาลรับซื้อทั้งหมด ในราคาเทียบกับทอง 1 บาท ในน้ำหนักข้าวเปลือก 1 ตันแล้วรัฐบาลจะไปบริหารจัดการกับข้าวที่รับซื้อแบบไหนก็แล้วแต่รัฐบาลจะทำ 

เมื่ออ่านถึงตรงนี้ หลายท่านจะต้องมีคำถามตามมาทันที 
1แล้วรัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน 
2แล้วจะเอาที่ดินมาจากไหน 
3 แล้วใครจะยอม 

ทั้งหมดที่ตั้งคำถามมา ให้ท่านกลับไปอ่าน ข้างต้นครับ แล้วท่านจะได้คำตอบเอง 
ผู้เขียนเอง ขอตะโกนถามว่า


“ รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ กล้าทำไหมครับ “
หมายเหตุ เครดิตในตอนที่2 นี้ขอมอบให้แก่ชาวนาในห้องไทว้อยทุกท่านครับ ที่ร่วมด้วยช่วยกันเสนอแนะและให้ข้อมูลมา







ตอนที่ 3 ต้นขนุน ? 
นักเล่น “ไฮโล” ที่ปูเสื่อนั่งเล่นอยู่ใต้ร่มเงาของ”ต้นขนุน” หลายวันมานี้ เจ้ามือเสียเงินไปเยอะมากเนื่องจากดวงไม่ดี  
วันนี้ ก่อนลงมือเล่น เจ้ามือได้ยกมือท่วมหัวแล้วกล่าวว่า “เจ้าประคุณ ต้นขนุน วันนี้ขอให้ลูกเล่นได้กำไรซักหมื่นเดียวก็พอ พรุ่งนี้ลูกจะซื้อพวงมาลัยมาห้อยให้”
วัน ต่อมา “ต้นขนุน” ต้นนั้น ก็มีพวงมาลัยมาห้อยให้ และวันต่อๆมาก็มีมาอีกทุกวัน จากเจ้ามือบ้าง จากลูกค้าที่แทงบ้าง จนกระทั่ง “ต้นขนุน” ต้นนั้น เต็มไปด้วยผ้าหลากสีและพวงมาลัยเต็มไปหมด มีมากมายพอๆกับใบขนุนเอง จนกลายเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ทั้งที่เมื่อก่อนนี้ ใครผ่านไปผ่านมา เมื่อปวดฉี่ ยังยืนแอบฉี่อยู่ที่โคนต้นขนุนต้นนี้อยู่เลย ไม่พอแค่นั้น คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่น ”ไฮโล” ที่เดินผ่านไปผ่านมา ยังต้องยกมือไหว้ “ต้นขนุน” ต้นนี้ขึ้นมาอีก เพียงแค่เห็นพวงมาลัยและผ้าผูกไว้ที่โคนต้นแค่นั้น  
 
1ปีต่อมา เมื่อได้แวะเวียนผ่านไปอีกครั้ง ภายใต้โคนต้นขนุน ต้นเดิม ได้มีรั้วรอบขอบชิดอย่างดีปรากฎขึ้น มีอาศรมเล็กๆปลูกขึ้นที่ข้างข้าง ภายใต้อาศรมมีของเส้นไหว้ขายกันมากมาย และไม่พ้นที่จะมีพวกเจ้าเข้าทรงมานั่งประจำอยู่ตรงนั้น 
มีตำนานใหม่เกิดขึ้น เล่ากันว่า “ต้นขนุน” ต้นนี้ มีชายหญิงคู่หนึ่งหนีตามกันมาด้วยความรัก พ่อแม่ฝ่ายชายยากจนไม่มีเงินไปสู่ขอ จึงได้หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามกันมา พ่อฝ่ายหญิงตามมาทัน ณ.ที่ตรงนี้ ได้ฉุดตัวเอาลูกสาวตนเองคืนกลับไป และร่วมกันทำร้ายฝ่ายชายจนเสียชีวิตลง ในขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งกินขนุนด้วยความหิว เม็ดขนุนที่หนุ่มสาวได้กินเนื้อแล้วทิ้งเม็ดเอาไว้ ต่อมาเมื่อฝนตกได้ทำให้เม็ดขนุนนั้นงอกเงยขึ้นเป็นต้นกล้าใหญ่ และได้เติบโตขึ้นเป็น “ต้นขนุน” ดังเช่นทุกคนได้เห็นกันอยู่ขณะนี้ เล่าต่อกันว่า ก่อนตายด้วยแรงอธิฐานของชายหนุ่ม “ต้นขนุน” ต้นนี้จะไม่มีวันตาย และจะขึ้นยืนต้นอยู่แบบนี้จนกว่า ตนเองจะได้หญิงสาวนั้นมาครอบครอง  
แทบจะไม่ต้องเล่าต่อ หลายท่านที่อ่านอยู่ก็คงจะพอเดาออกแล้ว หญิงสาวคนรักได้รู้ซึ้งถึงคำอธิฐานของชายหนุ่มก่อนตาย เมื่อต้องถูกพ่อบังคับให้แต่งงานกับชายลูกเศรษฐี จึงได้หนีมาผูกคอตายที่ “ต้นขนุน”ต้นนี้ 
 
เรื่องที่เล่าให้ท่านทั้งหลายได้อ่านมาข้างต้น ขอยืนยันว่าไม่ใช่นิยายที่ผมแต่งเอง มันเป็นเรื่องโกหกแบบจริง ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างดาดดื่น ไปที่ไหนก็จะพบกับเรื่องเล่าคล้ายกันแบบนี้มากมาย ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกตุ เมื่อขับรถไปที่ไหนๆในประเทศไทย จะเห็นศาลเพียงตาข้างทาง ศาลเจ้าร้าง มากมายก่ายกอง ก็เพราะเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น  
กลับมาดู “ต้นขนุน”กันครับ จากที่มีคนยืนฉี่อยู่ที่โคนต้นแท้ๆ ในเวลาอันรวดเร็ว ขนุนต้นนั้นกลายเป็นต้นไม้วิเศษไปแล้ว  
ถามว่า มันเป็นเพราะอะไร ? 
จะตอบว่า เพราะคนไทยชอบเชื่อเรื่อง งมงาย ใช่หรือไม่  
จะตอบว่า เพราะคนไทยไม่ชอบมีเรื่อง อะไรที่ไม่ใช่ธุระจะไม่พูด ใช่ไหม? 
จะตอบว่า เพราะคนไทยหัวอ่อนโดนหลอกง่าย ใช่ไหม?
คำตอบจะเป็นอย่างไร ก็ไม่อาจทราบได้ ซึ่งก็ไม่อยากวิเคราะห์ไปให้ยืดยาวอีกเหมือนกันแต่สิ่งที่จะบอกก็คือ นี่แหละคือสาเหตุให้คนไทย อยู่กันแบบนี้มา 80 ปี ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี2475เป็นต้นมา 

ท่านปรีดี อาจจะคิดเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ท่านจึงสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมา เป็นมหาวิทยาลัยเปิด เพื่อให้คนยากจนได้มีโอกาสได้ศึกษาที่สูงๆเพิ่มมากขึ้น เรื่องแบบนี้จะได้ไม่เกิดกับคนไทย ที่เมื่อก่อนมีแต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้ลากมากดี และลูกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในรั้วในวังเท่านั้นแต่ไม่ทันที่ท่านปรีดี จะได้เห็นผลงานที่ตนเองได้สร้างเอาไว้เป็นรูปธรรม ท่านก็ถูกกระบวนการเจ้าเข้าทรงที่หากินข้าง”ต้นขนุน” ขับไล่ท่านออกนอกประเทศไปเสียแล้ว




โดยวิธีเดียวกันกับสร้างตำนาน “ต้นขนุน” ในความเชื่อที่ว่าเป็นต้นไม้วิเศษ แล้วให้เจ้าเข้าทรงชี้ว่า ท่านปรีดีนั่นเองคืออดีตชาติก่อนเป็นฆาตกรที่ฆ่า ชายหนุ่ม ความเชื่องมงาย ทางไสยศาสตร์ของคนไทยแบบนี้ยังไม่พอ ยังมีการเสริมด้วยการสร้าง ”โฆษณาชวนเชื่อ” แบบเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอีกด้วย อเมริกาตั้งหน้าตั้งตาสร้างให้คนไทย งมงาย มากว่า60ปี จนคนไทยโงหัวไม่ขึ้นกันทั้งประเทศ
คนจนก็จนต่อไป ไม่มีกินไม่ว่า ขอให้ข้าฯได้กราบ “ต้นขนุน” ก็พอเพียงกับชีวิตที่ได้เกิดมาในชาตินี้แล้ว



มาถึงความคิดเห็นจากคุณ Forester ได้ถามความเห็นไว้แบบนี้ครับ 
“แต่ปัญหาต่อไปคือ แลนด์ลอร์ดทั้งหลายคงสู้ยิบตา ตรงนี้ จขกท ช่วยเสนอวิธีแก้ให้ผ่านอย่างนุ่มนวล ด้วยนะคะ

คำตอบ..ที่จริงเราๆท่านๆรู้กันอยู่ทุกคนว่า เขาลงทุนมาถึงขนาดนี้ เรื่องที่ยอมง่ายๆคงไม่มีครับแต่ ผมมีแง่คิดให้นิดหนึ่งซึ่งอาจจะหาทางออกได้บ้าง แต่ ก็ริบหรี่เต็มที

ทุกวันนี้ พวกเขาอยู่ได้และผยองพองขน ก็เพราะอำนาจ 3 อย่าง คือ 
1.มีกำลังทหารอยู่ในมือ 
2. มีเงินมากมายมหาศาล 
3.มีตรา ชั่ง ตวง วัด ที่แค่ขยิบตาก็สามารถ สั่งให้คนกลายเป็นควายได้

การเปลี่ยนแปลงระยะสั้น ถ้าจะทำได้ คือ การสามารถ เอากำลังทหารออกมาจากอำนาจของ ”ต้นขนุน”เสีย เท่านั้นเองครับ เป็นคำตอบที่ง่าย แต่ ทำซิครับ ยากมาก  
แนวคิดรัฐบาล ที่มีอำนาจอยู่ต้องทำให้สำเร็จภายใน สองปีนี้คือ ต้องเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนสาย ให้ได้ อย่าให้คนของคนทรงเจ้าเข้ามามีอำนาจในการสั่งการทหาร เป็นอันขาด 
แต่ อย่างว่าครับรัฐบาลจะมีความสามารถ ที่จะทำไหม เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงระยะเวลายาว ให้ การศึกษาจากพ่อสู่ลูกจากแม่สู่ลูก คือรอให้ลูกหลานเราโตแล้วเพิ่มมวลชนไปเรื่อยๆครับ เมื่อถึงเวลา มวลชนมากพอ ต่อให้ “ต้นขนุน”มีอิทธิฤทธิ์แค่ไหน ก็ต้องยอมครับ ขืนไม่ยอมมอบที่ดินคืนให้ประชาชน อยู่ไม่ได้แน่นอ
ความคิดเห็นของคนสำคัญ คุณFlower voic ได้ ให้ความเห็นถึงเรื่องการออกกฎหมาย การเสียภาษีที่ดิน ในความหมายก็คือ ผู้มีที่ดินมากจะเสียภาษีมาก ผู้ได้รับที่ดินมรดกจะเสียภาษีมาก

อยาก จะเรียนว่า สิ่งนี้น่าจะทำได้นามนมมาแล้ว แต่ ไม่มีใครกล้าทำกัน ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็แล้วแต่ ซึ่งมันก็ดีครับ ราจะได้รู้ความจริงครับว่า คนรวยคนมีอำนาจ แม้การให้เล็กน้อยกับสังคมส่วนรวมเขายังไม่ยอมให้ ทุกวันนี้มีแต่ เรา พวกเรา กันเองเท่านั้น ที่ช่วยตัวเองกันอยู่แค่นั้น ผู้มีอำนาจและบารมีไม่เคยสร้างเสริม ทั้งที่น่าจะทำได้ แต่ ถ้าแค่แว่วๆมาว่าใครจะคิดล้มอำนาจตนเอง ไม่เคยเว้นแม้มารู้ว่าไม่จริง แต่ ป้องกันไว้ก่อน ล้างให้เรียบ เป็นร้อยเป็นพันศพก็ไม่ยี่หระ ถ้าสิ่งนั้นทำแล้วเป็นประโยชน์กับตนเอง

ทั้งหมดที่เรียบเรียงมาตั้งแต่ต้น จากตอนที่1 จนถึงตอนสุดท้ายนี้ ทั้งหมดเพียงจะบอกว่าการแก้ปัญหาจริงๆในประเทศนี้ ทุกอย่างมันอยู่จุดจุดเดียวเท่านั้น ถึงจะแก้ได้ ถ้าไม่เริ่มต้นก็ไม่มีทางแก้ได้  
ดังนั้น ปัญหาเรื่องชาวนา ก็มาจาก “ต้นขนุน” ต้นนี้แหละครับ ถ้ารัฐบาลยังกราบไหว้บูชา”ต้นขนุน”กันอยู่ จะแก้แบบไหนก็ไม่สำเร็จทั้งนั้น เพราะการแก้ปัญหาชาวนาดันไปทำให้ “ต้นขนุน” ต้องเสียสละอย่างมาก มันจึงยอมไม่ได้
แต่เราผู้เป็นประชาชน เราเลือกตั้งตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่แทนเรา แล้วไม่มีความกล้าหาญมากกว่าเรา แบบนี้จะอาสามาเป็นตัวแทนไปทำไม ถ้าผมไม่ว่ารัฐบาลผิด จะให้ผมไปกล่าวหาใครครับ ในเมื่อคนทั้งประเทศรู้ปัญหาดีทุกคนแต่รัฐบาลที่ประชาชนตั้งความหวังเอาไว้ ทำตรงข้ามกับสิ่งที่ประชาชนหวังได้ ทุกวัน จะให้ไปด่าว่าฝ่ายค้านเช่นนั้นหรือ ด่าแล้วรัฐบาลดีขึ้นไหม ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีขึ้นไหม จะให้ผมไปด่าว่าพวกม็อบอำมาตย์ใช่ไหม ด่าแล้วรัฐบาลเพิ่มเงินให้ชาวนาเหมือนเดิมหรือเปล่า จะให้ผมวิจารณ์ ทหารเอาไหม ถ้าเอา ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ก็แจ้งความดำเนินคดีทหารหน่อยซิครับ ในเรื่อง 99 ศพที่ราชประสงค์หรือ เรือเหาะที่ไม่ยอมเหาะก็ได้ หรือจะให้ผมเขียนเยินยอรัฐบาลอย่างเดียว แล้วรัฐบาลจะช่วยเหลือชาวนา ท่านนายกยิ่งลักษณ์จะลงสัตยาบรรณICCให้ จะเอายังงั้นก็ว่ากันมาครับ


วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จอมวางแผน

จอมวางแผน (จากแดนอีสานใต้)

วงค์ ตาวัน
 
www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk9UWTJOelUwTXc9PQ%3D%3D&sectionid 




การตั้งเงินรางวัล 10 ล้านหามือเผาห้างตัวจริง น่าจะมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพิสูจน์ว่า การเผาเพียงเพื่อจะป้ายสีฝ่ายผู้ชุมนุม ทำให้มีเหตุผลในการใช้กระสุนจริงปราบ และยังเอามากลบเกลื่อนการฆ่าคนอีกด้วย

กระบวน การสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความ ชอบธรรมให้กับการปราบปรามการชุมนุมประท้วงทางการเมือง โดยฝีมือของฝ่ายผู้กุมอำนาจ ซึ่งกอดไว้ไม่ยอมปล่อยนั้น

ใช้เสมอในหมู่เผด็จการทั่วโลก

ในไทยเรา เหตุการณ์นองเลือดปี 2553 นั้นทำแน่นอน

ที่เห็นชัดเจนคือ การปล่อยผังล้มเจ้า ออกมา ป้ายสีเป็นสูตรเดียวกับที่ใช้สมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผังล้มเจ้านั่นคือฝีมือศอฉ.แน่นอน ทำให้ มีคำถามต่อเหตุการณ์เผาห้างว่าฝีมือใคร กันแน่!?

ที่สำคัญสอดรับกับการสร้างวาทกรรมเผาบ้านเผาเมือง ที่โหมเพื่อกลบเกลื่อนการฆ่า 99 ศพ

ทั้งที่ฆ่าก่อนจะมีการเผา กลับเอาเรื่องเผามาขยายเพื่อกลบการฆ่าได้

ในจำนวนผู้นำศอฉ.นอกจาก 2 คู่หูที่โดนคดีในขณะนี้แล้ว

ยังมีนักการเมืองจอมวางแผนอีกราย ที่ครอบงำผู้นำรัฐบาลขณะนั้นได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เพราะการได้มาซึ่งอำนาจตอนนั้น นอกจากหัวหน้าคณะปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ซึ่งพยายามเฉไฉว่า เป็นแค่การแทรกแซงการเมืองแล้ว

นักการเมืองจอมวางแผนรายนี้ เป็นอีกคนที่ต้อง "ไหว้ขอบคุณพี่เขาเสียสิ"

ดังนั้นจึงมีอิทธิผลอยู่เหนือ 2 ผู้มีอำนาจ

ในหลายเหตุการณ์ที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ออกมาปะทะกับเสื้อแดงช่วงการชุมนุมปี53

มีผู้พบเห็นนักการเมืองรายนี้ ป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณนั้นเสมอๆ

ไม่แปลกที่ชายชุดน้ำเงิน จากเหตุการณ์พัทยา

อาจจะแปรเป็นชายชุดดำในเหตุการณ์ราชดำเนินและราชประสงค์!?

แม้แต่มือเผาห้าง ตามกันให้ดี อาจมีร่องรอยมาจากที่แถวอีสานใต้

ความคิดพิสดารแบบนี้ มีได้ไม่กี่คน

เผาเพื่อให้คำประกาศของแกนนำเสื้อแดง เป็นความผิดสำเร็จ แล้วยังเอา 99 ศพที่ฆ่ามาตลอดตั้งแต่ 10 เมษายนโยนใส่กองเพลิงนั้น

กลบเกลื่อนทำลายไปพร้อมๆ กัน!

ฟาบิโอ โปเลงกี การตาย ไม่สูญเปล่า : ความยุติธรรมที่บังเกิด

www.siamintelligence.com/fabio-polenghi-death-redshert/

ที่มาของการตาย

         จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ของทหารซึ่งนำโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ภายใต้คำสั่งของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมกว่า 90 คน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มคนเสื้อแดง และคนกลุ่มอื่นๆ ผ่านการกระชำวงล้อมและใช้กระสุนจริง ด้วยเหตุผลของรัฐบาลที่มองว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้ายทำลายประเทศ

 

ขอบคุณภาพจาก arnodubus.blogspot.com
ขอบคุณภาพจาก arnodubus.blogspot.com

          ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ กว่า 3 ปี ที่ความยุติธรรมถูกถามหาในสังคมไทย และถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมในวงกว้างของเหตุการณ์สลายการชุมนุม ในครั้งนั้น ในฐานะที่ว่ารัฐกระทำการเกินกว่าเหตุหรือผู้ชุมนุมกระทำผิดจริง และในกระบวนการปัจจุบันเหตุการณ์สลายการชุมนุมดังกล่าวได้เข้าสู่โหมดของ ระบบยุติธรรม ในฐานะศาลไทย ที่จะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าการตายของกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และคนกลุ่มอื่นๆ นั้น มีสาเหตุมาจากอะไร ใครเป็นผู้กระทำ
จากระยะเวลาที่ผ่านมาคดีการตายของคนกลุ่มต่างๆ ได้เข้าสู่โหมดของความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีการตายของนายพัน คำกอง,นายชาติชาย ชาเหลา, นายชาญณรงค์ พลศรีลา, ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือ “อีซา” ซึ่งศาลพิจารณาพิสูจน์ตัดสินแล้วว่าตายจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหาร และจะพิจารณาการตายของผู้เสียชีวิตรายต่อไปจนกว่าจะหมด

ศาลตัดสินคดีการตายของ ฟาบิโอ โปเลงกี  นักข่าวอิตาลี

วันที่ 29 พ.ค.2556 ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพกรณีการถึงแก่ความตายของ นายฟาบิโอ โปเลงกี โดยมีนายแบรดลีย์ คอกซ์ ช่างภาพชาวอเมริกันที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะนาย ฟาบิโอถูกยิง เป็นพยานในคดี ผ่านการยื่นคำร้องของสำนักอัยการสูงสุด โดยคำร้องขอให้ศาลตีความ เหตุก่อนยิงว่าน่าเชื่อว่าเป็นการตายที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ขอให้ศาลทำการไต่สวนและมีคำสั่งแสดงว่า ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย


ขอบคุณภาพจาก arnodubus.blogspot.com
ขอบคุณภาพจาก arnodubus.blogspot.com


ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องและมารดาผู้ตาย และสรุปจากข้อเท็จจริงที่ว่าระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 ถึงวันที่ 19 พ.ค.2553 มีการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน         และมีการกระชำพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ผ่านคำสั่งของ ศอฉ.และระหว่างที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่และเคลื่อนเข้ากระชับพื้นที่ นั้น ได้มีนักข่าวซึ่งรวมผู้ตาย เข้าไปทำข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุม นักข่าว และผู้ตายได้วิ่งหลบหนีจากแยกราชดำริไปยังแยกราชประสงค์ เมื่อผู้ตายวิ่งมาถึงบริเวณเกาะกลางถนนหน้าบริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ปรากฏว่าผู้ตายถูกยิงล้มลง จากนั้นมีคนนำผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ และผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล
โดยศาลยังพิจารณาวินิจฉัยต่อถึงพฤติการณ์การตายของผู้ตาย โดยศาลพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยาน โดยศาลชี้ว่าผู้ตายถูกยิงล้มลงขณะที่วิ่งหลบหนีไปทางแยกราชประสงค์ ระหว่างที่เจ้าพนักงานกำลังเคลื่อนมาจากแยกศาลาแดง พยานทั้ง 2 ปากเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใด เชื่อว่าพยานเบิกความตามความจริงที่รู้เห็นมา


เมื่อรับฟังประกอบความเห็นของพยาน ผู้เชี่ยวชาญ เชื่อได้ว่าวิถีกระสุนปืนยิงมาจากทางเเยกศาลาแดง ซึ่งเป็นทิศทางที่เจ้าพนัก งานกำลังเคลื่อนเข้ามาควบคุมพื้นที่จนถึงแยกราชดำริ อีกทั้งแพทย์ผู้ตรวจศพผู้ตาย และ ผู้แปลผลการชันสูตรพลิกศพยังเบิกความสอดคล้องต้องกัน โดยสรุปว่าบาดแผลของ ผู้ตายน่าจะเป็นบาดเเผลที่เกิดจากกระสุนปืนที่ยิงออกมาจากอาวุธปืนที่มีความ เร็วสูง

สรุปเนื้อหาความยุติธรรม

ศาลมีคำสั่งว่าผู้ตายคือนายฟาบิโอ โปเลงกี ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลา 11.30 น. เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายสืบเนื่องมาจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืน เป็นเหตุให้เกิดบาดแผลกระสุนปืนทะลุหัวใจ ปอด ตับ เสียโลหิตปริมาณมาก โดย มีวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าพนักงานที่กำลังเคลื่อนเข้ามาควบคุมพื้นที่ จากทางแยกศาลาแดงมุ่งหน้าไปแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ 


ขอบคุณภาพจาก http://www.khaosod.co.th/
ขอบคุณภาพจาก http://www.khaosod.co.th/

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หลังยึด...หลังปราบ! เรื่องใหม่ในการเมืองไทย...อนาคตของการเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว!

สุรชาติ บำรุงสุข : หลังยึด...หลังปราบ! เรื่องใหม่ในการเมืองไทย

วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 20:26:34 น.
ยุทธบทความ มติชนสุดสัปดาห์

"ประเทศในทางการเมืองก็เหมือนกับป่า เราจำเป็นต้องตัดต้นไม้เก่าออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้ต้นไม้ใหม่เติบโตขึ้นทดแทนกัน"
Walter Bagehot

นักเขียนชาวอังกฤษ

(ค.ศ.1826-77)



ไม่น่าเชื่อว่าการยึดอำนาจในการเมืองไทยครั้งก่อนผ่านไปเกือบจะ 8 ปีแล้ว เช่นเดียวกับการล้อมปราบครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวงผ่านไปครบรอบ 3 ปี... การเมืองไทยหลังเหตุการณ์ใหญ่ทั้งสองครั้งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเปลี่ยนแปลงไปจนต้องยอมรับว่า ไม่มีทางที่จะหวนคืนกลับมาเหมือนเก่าอีกต่อไป

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร 2549 และหลังจากการปราบปรามใหญ่ที่ทุ่งราชประสงค์ในปี 2553 แล้ว การเมืองไทยเป็น "การเมืองใหม่" ที่ต้องการการพิจารณาด้วยความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง

ความเปลี่ยนแปลงประการแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ อำนาจอันทรงพลังของกองทัพที่มีการรัฐประหารเป็นเครื่องมือนั้น เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แน่นอนว่าชนชั้นนำและผู้นำทหารอาจจะยังคงยึดกุมเครื่องมือเหล่านี้ไว้ได้ แต่พลังของเครื่องมือดังกล่าวก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างมากจนต้องยอมรับว่า การยึดอำนาจยังเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ในการเมืองไทย แต่ผลหลังจากการยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้อีกต่อไป

สภาพเช่นนี้ทำให้ปัญหาทหารกับการเมืองไทยไม่เหมือนเช่นในอดีต เพราะแม้ผู้นำกองทัพจะยังคงมีอำนาจในทางกายภาพที่คุมอาวุธแบบต่างๆ ไว้ในมือ แต่โอกาสการใช้เครื่องมือเช่นนี้กลับมีความจำกัดอย่างไม่เคยมีมาก่อนในการ เมืองไทย

เพราะแม้พวกเขาจะประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจ แต่ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากประชาชนเป็นจำนวนมากได้ไม่ยากนัก

ปรากฏการณ์เช่นนี้กำลังบอกแก่เราว่า ผู้คนโดยทั่วไปที่ไม่ยอมรับการใช้กำลังของทหารในการเมืองไทยนั้น พร้อมที่จะลุกขึ้นเป็นผู้ประท้วงหรือแสดงออกด้วยการต่อต้านการใช้กำลังทหาร ได้โดยไม่ลังเล

และที่สำคัญก็คือ พวกเขาพร้อมจะต่อต้านอย่างสุดแรงด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้เกิดการคาดคะเนถึงสถานการณ์ของการใช้กำลังทหารในการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยึดอำนาจโดยตรง หรือจะเป็นการใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมก็ตาม สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การจับอาวุธเข้าต่อสู้กับฝ่ายทหาร

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรนักที่นักสังเกตการณ์ระหว่างประเทศหลายคนจะยังคงมีความกังวล ว่า หากชนชั้นนำและผู้นำทหารตัดสินใจใช้กำลังในการแทรกแซงทางการเมืองเช่นที่ ผ่านมาแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์สงครามกลางเมืองในไทยได้ไม่ยากนัก

หรือ อย่างน้อยก็มีผู้เชื่อว่า ถ้าเกิดเช่นนี้จริง ก็จะเป็นโอกาสของสถานการณ์ "Thai Spring" ในแบบที่เกิดปรากฏการณ์ในโลกอาหรับ (Arab Spring) มาแล้ว

[ไม่ใช่ Thai Spring ที่กำลังเกิดขึ้นในสื่อสังคมไทยปัจจุบัน]



แรงต้านทานเช่นนี้มีส่วนอย่างมากที่จะเป็นเครื่องยับยั้งการตัดสินใจของกลุ่ม ดังกล่าวที่ตัดสินใจผลักดันการเมืองไทยให้กลับสู่วิธีการเดิมด้วยการใช้ กำลังทหาร

เพราะพวกเขาเองก็ตระหนักจากตัวอย่างรูปธรรมจากการชุมนุม ของการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงทั้งในปี 2552 และในปี 2553 ว่า การล้อมปราบโดยเฉพาะการใช้กำลังขนาดใหญ่เข้าปราบปรามในปี 2553 นั้น ไม่ได้ทำให้กระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องยุติลงแต่ประการใด

ในทางตรงกันข้ามกลับเกิดปรากฏการณ์แบบ "ยิ่งตีก็ยิ่งโต" ผลของการปราบปรามในปี 2553 กลับเป็นการพิสูจน์อย่างดีว่า ทฤษฎีของการใช้กำลังปราบปรามทางการเมืองต่อการชุมนุมขนาดใหญ่ของประชาชนนั้น ไม่อาจเอาชนะได้ด้วยการใช้กำลังทางกายภาพอย่างหยาบๆ

แม้นักการทหารบางคนจะพยายามสร้างทฤษฎีด้วยคำอธิบายเช่นที่ปรากฏใน "วารสารเสนาธิปัตย์" ถึงชัยชนะของพวกเขาต่อการสังหารประชาชนที่ทุ่งราชประสงค์

แต่ความเป็นจริงทางการเมืองกลับทำลายสิ่งที่ถูกเรียกว่า "ชัยชนะทางทหารที่ราชประสงค์" ลงโดยสิ้นเชิง

ปรากฏการณ์ของความพยายามสร้างคำอธิบายด้วยการโฆษณาในวารสารดังกล่าว จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าภาพสะท้อนถึง "ความอ่อนหัด" ในการคิดทั้งทางการเมืองและการทหารของฝ่ายอำนวยการในกองทัพไทยที่พวกเขา เชื่อว่า กองทัพสามารถเอาชนะการชุมนุมของประชาชนได้ด้วยการปราบ

ความพยายามที่จะนำเสนอคำอธิบายเช่นที่ปรากฏในวารสารเสนาธิปัตย์นั้นว่าที่จริง ไม่ได้สะท้อนอะไรมากไปกว่า พวกเขายังเชื่อว่า กำลังเป็นปัจจัยชี้ขาดของการต่อสู้ทางการเมือง

หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่า กลุ่มคนที่สถาปนาตัวเองเป็น "นักคิด" ในกองทัพนั้น เชื่อด้วยทัศนะที่ไม่แตกต่างจากสงครามในอดีตว่า "สงครามการเมืองเอาชนะได้ด้วยการใช้กำลังทหาร"...

ทัศนะเช่นนี้นำความพ่ายแพ้มาสู่กองทัพสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนามมาแล้ว จนในที่สุดกองทัพไทยในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ได้ตัดสินใจเปลี่ยนทัศนะและสร้าง แนวคิดทางยุทธศาสตร์ใหม่



ยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารหรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ "สงครามการเมืองเอาชนะด้วยการเมืองที่เหนือกว่า" จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทัพไทยชนะสงครามภายในได้

แต่ก็น่าคิดว่าถ้าผู้นำทหารไทยไม่เปลี่ยนวิธีคิดทางยุทธศาสตร์แล้ว สงครามในบ้านจะจบอย่างเช่นสงครามในเวียดนามหรือไม่

ดังนั้น กองทัพที่ไม่มีวิธีคิดทางการเมือง นอกจากการใช้กำลังเข้าปราบปราม ความน่ากลัวจึงมีเพียงเพราะพวกเขามีอาวุธที่เหนือกว่าเท่านั้น

แต่ในทางการเมืองแล้ว กองทัพชนิดนี้เป็นปัจจัยของความพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมืองในตัวเอง เพราะพวกเขาไม่สามารถดำเนินการอย่างไรได้มากกว่าการใช้กำลัง และดังที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า กำลังแต่เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดถึงชัยชนะในทางการเมืองแต่อย่าง ใด

และสิ่งนี้คือความท้าทายต่อผู้นำกองทัพในการเมืองไทยปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง



ปรากฏการณ์เช่นนี้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า รัฐประหารกลายเป็นเครื่องมือที่ไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการเมืองไทย

ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้นำกองทัพไม่สามารถควบคุมการเมืองหลังจากรัฐประหาร 2549 ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือควบคุมได้เช่นที่ชนชั้นนำและผู้นำทหารต้องการแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันการปราบปรามการชุมนุมด้วยอาวุธสงคราม จนถึงขั้นมีการประกาศเขต "ใช้กระสุนจริง" ก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการทำลายขบวนการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย

และยอดของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการใช้กำลังที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็น "ล็อก" ที่มีต่อสถานะกองทัพ

ดังจะเห็นได้ว่า ผลของการชันสูตรศพล้วนแต่บ่งบอกถึงการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมจากอาวุธสงครามทั้งสิ้น

จน ทำให้เกิดคำถามในทางกฎหมายว่า ถ้าผู้สั่งการให้เปิดการสังหารประชาชนมีความผิดแล้ว ผู้รับคำสั่งในปฏิบัติการดังกล่าวควรจะมีความผิดหรือไม่

ตลอดรวมถึงบรรดา "นักพูด" หน้าจอโทรทัศน์ทั้งหลายควรจะมีความผิดในฐานะ "ผู้ร่วมสั่งฆ่า" ด้วยหรือไม่...

แน่นอนว่าในแง่ของบาปบุญคุณโทษ พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่า การฆ่าคนเป็นบาป และการกระทำเช่นนี้จะเป็น "ตราบาป" ติดตามพวกเขาไปนานเท่านาน

เว้นเสียแต่พวกเขาจะใช้วาทกรรมเช่นในปี 2519 ที่มีผู้นำเสนอมาแล้วว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"

แต่ใครเล่าจะกล้านำเสนอเช่นนั้นอีกในภาวะปัจจุบัน!



ในขณะที่เครื่องมือของชนชั้นนำและผู้นำทหารในการควบคุมการเมืองไทยลด ประสิทธิภาพลงอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2549 และยิ่งหลังจากการปราบปรามในปี 2553 แล้ว เครื่องมือทหารกลับตกเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง

จนวันนี้เมื่อมีการพูดถึงรัฐประหารครั้งใด หรือพูดถึงการล้อมปราบครั้งใด กองทัพก็หนีไม่พ้นที่จะตกเป็นเป้าทุกครั้งไป

ดังนั้น คงประเมินได้ไม่ยากนักว่า อำนาจของทหารในการเมืองไทยจะมีข้อจำกัดมากขึ้นในวันข้างหน้า และแม้สถาบันกองทัพจะยังคงมีอำนาจทางการเมือง แต่ก็เป็นอำนาจที่ถูก "ตีกรอบ" ให้มีความจำกัดมากขึ้น โอกาสที่ชนชั้นนำและผู้นำทหารจะสามารถใช้อำนาจนี้ได้อย่างเสรีเช่นในอดีต นั้น จึงดูจะเป็นไปได้ยากในอนาคต

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับ การเมืองไทยจะยังไม่ได้ถูกจัดให้เป็นเช่นแบบของการเมืองตะวันตก ที่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยดำรงอยู่อย่างมีเสถียรภาพแล้ว แต่แนวโน้มของการใช้พลังอำนาจทหารในการเมืองไทยก็ไม่อาจดำรงอยู่ในแบบเดิม

โอกาสหวนกลับไปสู่ยุคจอมพลสฤษดิ์-จอมพลถนอมเช่นก่อน 14 ตุลาคม 2516 จึงเป็นไปไม่ได้

หรือโอกาสจะหวนกลับสู่ยุค รสช. (รัฐประหาร 2534) ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน

แต่สำคัญกว่านั้นก็คือ โอกาสหวนคืนกลับสู่ยุค คมช. (รัฐประหาร 2549) ก็ยากที่จะเป็นจริงได้ไม่แตกต่างกัน

จนวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีผู้นำทหารคนไหนอยากเป็นผู้แบกภาระทางการเมืองด้วยการตัดสินใจทำรัฐประหาร

อย่างน้อยก็เห็นได้ชัดเจนว่า หนึ่งในผู้ทำรัฐประหาร 2549 ก็หวนกลับมาเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเวลาต่อมา

และดูจะเป็นการตอบแบบเป็นนัยว่า สุดท้ายแล้วผู้นำทหารก็ต้องกลับมาอยู่กับระบบเลือกตั้ง



ในอีกด้านหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ กลับเห็นการขยายตัวของการจัดตั้งทางการเมือง พร้อมๆ กับการขยายตัวของการสร้างจิตสำนึกของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ถูกมองว่าเป็นชนชั้นล่างหรือคนในชนบท

ดังจะเห็นได้ว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐประหารเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ซึ่งว่าที่จริง ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนชนบทเท่านั้น หากแต่ยังมีคนในเมืองอีกเป็นจำนวนพอสมควรเข้าร่วมด้วย และแม้พวกเขาจะถูกล้อมปราบถึง 2 ครั้ง (2552 และ 2553) แต่ขบวนการเมืองชุดนี้กลับไม่ได้ถูกทำลายลง และยังสามารถเปิดการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

การจัดตั้งขบวนการเมืองของคนเสื้อแดงมีส่วนทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แม้ก่อนหน้านี้จะมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ขบวนการเมืองของคนเสื้อเหลืองเป็นตัวแบบของ "การเมืองภาคประชาชน" แต่ว่าที่จริงแล้ว ขบวนเสื้อเหลืองกลับเป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้องการคงสภาพการเมือง ไว้ในแบบเดิม

และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ขบวนเสื้อเหลืองกลับทำหน้าที่เป็นผู้สร้างโอกาสให้เกิดการยึดอำนาจ อีกทั้งยังแสดงออกถึงการต่อต้านระบบการเลือกตั้ง

ซึ่งหากพิจารณา เปรียบเทียบในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์แล้ว ขบวนการเมืองของคนเสื้อเหลืองก็คือ "ผู้คลั่งไคล้ในอุดมการณ์ต่อต้านการเมือง" (Antipolitics Ideology) ซึ่งเป็นชุดความคิดที่ปรากฏอยู่ในกลุ่มการเมืองแบบอนุรักษนิยมในหลายประเทศ

คนเหล่านี้มองเห็นการเลือกตั้งเป็นเพียง "ความฉ้อฉลและฉ้อโกง" ของนักการเมืองเท่านั้น

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขามองเห็นแต่ด้านลบที่การเลือกตั้งไม่มีความชอบธรรมในการคัดเลือกคนเข้าสู่การเป็นรัฐบาลได้แต่อย่างใด

แต่ก็ไม่ชัดเจนว่า พวกเขาต้องการการคัดเลือกแบบใด หรือจะยึดเอาการแต่งตั้งเป็นวิธีการหลักทางการเมือง

ดังนั้น การขยายตัวของคนเป็นจำนวนมากที่เข้าร่วมกับคนเสื้อแดง จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ขบวนเสื้อแดงคือการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าคนเสื้อเหลืองอาจจะไม่พอใจกับทัศนะเช่นนี้ เพราะวาทกรรมดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อ เหลืองในยุคนั้น ซึ่งวันนี้ขบวนเสื้อเหลืองกลับมีลักษณะถดถอย ซึ่งทำให้การชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นได้ยาก ต่างกับขบวนเสื้อแดงที่สามารถระดมเข้าร่วมได้ครั้งละเป็นจำนวนมาก

และแม้จะมีการโจมตีขบวนของคนเสื้อแดงมากเท่าใด แต่ก็ดูจะไม่กระทบต่อการมีส่วนร่วมของคนในขบวนนี้แต่อย่างใด

การชุมนุมของคนเสื้อแดงจึงยังมีพลังและเป็นโจทย์ที่จะต้องคิดต่อในอนาคตว่า จะแปลงขบวนนี้ให้เป็นขบวนประชาธิปไตยไทยอย่างไร

ปัญหาสำคัญในอนาคตจึงท้าทายอย่างมากว่า เมื่อเครื่องมือหลักของระบบอำนาจนิยมอ่อนแอลง และขบวนประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยขยายตัวมากขึ้นแล้ว รัฐและสังคมไทยจะปรับตัวอย่างไรกับ

อนาคตของการเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว!
 



ผู้ร่วมเขียน