แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

เปิดคำพิพากษายกฟ้องเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ปิดฉาก"เผาบ้าน-เผาเมือง" วาทกรรมกลบคดีฆ่า99ศพ

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556   ข่าวสดออนไลน์
 www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk5EWTJPRGt5TWc9PQ==&sectionid= 
 



ทั้ง ปิดฉากและ "ปิดปาก" อย่างเบ็ดเสร็จภายหลังศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษายกฟ้อง 2 จำเลยสุดท้าย คดีวางเพลิงเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา จากที่ก่อนหน้านี้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สนามหลวง มีคำพิพากษายกฟ้อง 2 เยาวชนที่ตกเป็นจำเลยในคดีเดียวกัน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555

ไม่ เพียงเท่านั้นยังมีคำพิพากษาศาลแพ่งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และสยามสแควร์ เพราะไม่พบว่าเป็นการวางเพลิงจากเหตุก่อการร้าย และคำพิพากษายังระบุอีกว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นหลังแกนนำนปช.สลายการชุมนุม แล้ว

จึงเท่ากับว่าวาทกรรม "เผาบ้านเผาเมือง" ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สาดใส่คนเสื้อแดง พร้อมกับการตั้งข้อหาที่รุนแรง ทำให้จำเลยไม่ได้รับการประกันตัวต้องติดคุกฟรีเกือบ 3 ปี ถึงตอนนี้พิสูจน์ทราบแน่ชัดว่าไม่ต่างจากการประดิษฐ์ถ้อยคำเพื่อใช้กลบ เกลื่อนการสลายม็อบจนมีผู้เสียชีวิตถึง 99 ราย บาดเจ็บหลายพันคนเท่านั้นเอง



เปิดคำพิพากษาศาลอาญา

คดี สุดท้ายของเหตุการณ์เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มี นายสายชล แพบัว อายุ 31 ปี และ นายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 29 ปี ผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนที่เก็บสินค้า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 จำเลยทั้ง 2 กับพวกร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ในช่วงเวลาที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และเข้าไปในอาคารห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ทำลายบานกระจก ผนังอาคารบานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์

เข้าไปในอาคารเซ็นทาวเวอร์ และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่เป็นทรัพย์โรงเรือนที่เก็บสินค้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ลุกลามเผาอาคารเซ็นทาวเวอร์ และเผาทรัพย์สินต่างๆ ของผู้เสียหาย 270 ราย รวมค่าเสียหาย 8,890,578,649.61 บาท และเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ หรือ กิตติพงษ์ สมสุข ที่อยู่ภายในอาคารถึงแก่ความตาย

โจทก์นำสืบว่าระหว่างมี.ค.-พ.ค.2553 กลุ่มนปช.ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เขตปทุมวัน กทม. หลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุม มีกลุ่มคนร้ายใช้ไม้และเหล็กทุบกระจกเข้าไปในห้างเซน ใช้ขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง จุดไฟแล้วโยนเข้าไปชั้น 1 ของห้าง ทำให้เพลิงไหม้อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ หรือกิตติพงษ์ สมสุข ถึงแก่ความตาย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานมี ประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีรปภ.เป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ และถ่ายภาพจำเลยที่ 1 ขณะถือถังดับเพลิง เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 พ.ค. เบิกความเห็นจำเลยกับกลุ่มคนร้าย 5-6 คนใช้ไม้ทุบกระจกเข้ามาภายในห้าง จึงหลบไปอยู่ชั้น 3 และถ่ายภาพจำเลยไว้

พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เบิกความว่าหลังตำรวจสน. ชนะสงครามส่งตัวจำเลยมาให้รปภ.ชี้ตัวได้ถูกต้องถึง 2 ครั้ง ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ใช่ ผู้กระทำผิด ส่วนพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เบิกความจำเลยที่ 1 ให้การใหม่ว่าขณะเกิดเหตุขายซีดีอยู่ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ เขียนได้เฉพาะชื่อตนเอง



ไม่มีหลักฐานเป็นคนวางเพลิง

ศาล เห็นว่าแม้โจทก์มีพยานเป็นรปภ. ซึ่งเป็นผู้ถ่ายภาพจำเลยที่ 1 ได้ในที่เกิดเหตุ แต่ก็อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 30 เมตร และเห็นเพียงว่าจำเลยที่ 1 ถือถังดับเพลิง ไม่ใช่อุปกรณ์ใช้วางเพลิง แม้จะอนุมานไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จะเข้าไปช่วยดับเพลิงหรือไม่ ประกอบกับพยานโจทก์ไม่สามารถตอบคำถามทนายจำเลยได้ว่าเห็นจำเลยที่ 1 เป็นผู้วางเพลิงหรือไม่ และยังไม่มีพยานชี้ชัดถึงพฤติการณ์ในการวางเพลิง หรือสนับสนุนการวางเพลิง พยานโจทก์จึงยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมทำผิดในคดีนี้หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ส่วน จำเลยที่ 2 โจทก์มีพนักงานห้างเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเห็นคนร้าย 40-50 คน มีชาย 4-5 คนเดินนำหน้าใช้หนังสติ๊กยิงใส่เป็นระยะ และเห็นชายชุดดำลายพรางสวมหมวกปีกใช้ระเบิดโยนใส่มีคนเจ็บ 9 คน ต่อมาตำรวจจับกุมคนร้ายภายในห้างได้ 9 คน มีจำเลยที่ 2 รวมอยู่ด้วย

พยาน โจทก์กลุ่มนี้สามารถจดจำรูปพรรณสัณฐานจำเลยที่ 2 ได้ตรงกันหมด ยกเว้นสีเสื้อไม่ตรงกับภาพที่ปรากฏ ระหว่างนั้นพยานต้องคอยหลบลูกหินที่ถูกยิงเข้าใส่ อีกทั้งอยู่ห่างไปกว่า 30 เมตรนั้น น่าสงสัยว่าจะจำคนร้ายได้จริงหรือไม่ และโจทก์ยังไม่นำเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมจำเลยที่ 2 มาเบิกความ พยานโจทก์ที่นำสืบยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะกระทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 2 ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนที่เก็บสินค้า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย



พลิกแฟ้มคดี 2 เยาวชน

คำ พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 2 รายนี้ นับเป็น 2 รายสุดท้ายที่เป็นจำเลยคดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยก่อนหน้านี้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สนามหลวง มีคำพิพากษายกฟ้อง 2 เยาวชนที่ตกเป็นจำเลยในคดีเดียวกัน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555

คดี ดังกล่าวมีคำพิพากษาว่า นายเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี และนายบี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นเยาวชน เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันวางเพลิง เผาทรัพย์โรงเรือน อันเป็นสถานที่เก็บสินค้าของผู้อื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 7 ก.ย.53 สรุปว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกับนายสายชล แพบัว และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยในความผิดฐานเดียวกันซึ่งถูกยื่นฟ้องเป็นคดีอาญา ร่วมกันบุกเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ช่วงการสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเผาอาคารดังกล่าว เป็นเหตุให้นายกิตติพงษ์ สมสุข ถึงแก่ความตาย อยู่ภายในอาคาร

โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด จึงพิพากษายกฟ้อง

นาย โชคชัย อ่างแก้ว ทนายความกล่าวว่า ที่ศาลยกฟ้องจำเลยทั้งสองมีรายละเอียดจำนวนมาก ที่สำคัญคือศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของอัยการโจทก์ที่ปรากฏยังไม่พอฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกันกระทำความผิด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง กทม. และเจ้าหน้าที่ รปภ. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่มีใครยืนยันได้ว่าเห็นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งคดีจำเลยถูกจับกุมในเวลา 17.00 น.ซึ่งเป็นเวลาเย็น และเมื่อถึงตรวจค้นก็ไม่พบของกลางในตัวของจำเลยที่จะเป็นอุปกรณ์วางเพลิงได้

ประกอบ กับภาพกล้องวงจรปิดก็ไม่พบว่าจำเลยอยู่ในเหตุการณ์ ขณะที่จำเลยทั้งสองยังยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เพียงแต่วันเกิดเหตุหลังการสลายการชุมนุมด้วยความกลัวได้เข้าไปหลบในห้างที่ เกิดเหตุแล้วจึงถูกจับกุมตัว

"เดิมทีเยาวชนทั้งสองถูกตั้งข้อหาเพียง ร่วมกันปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลเยาวชนฯ พิพากษายกฟ้องไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันกลับมีการตั้งข้อหากับเพิ่มร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ในคดีนี้ ซึ่งต้องต่อสู้คดีกันมานานกว่า 2 ปี แต่ในที่สุดศาลก็พิพากษายกฟ้อง"



ศาลแพ่งชี้-ไม่พบเสื้อแดงเผา

ขณะ ที่คดีอาญาศาลยกฟ้องไปหมดแล้ว ยังมีคำพิพากษาศาลแพ่งกรณีกองทุนรวมธุรกิจไทยสี่ โจทก์ที่ 1, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ 2, บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์ จำกัด ที่ 3 และบริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด ที่ 4 ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยในความผิดสัญญาประกันวินาศภัย จากกรณีเหตุไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วไม่ได้ค่าชดเชยเพราะจำเลยอ้างว่าเป็นการก่อการร้ายซึ่งกรมธรรม์ไม่ครอบ คลุม

ศาลแพ่งมีคำพิพากษาว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการกระทำของผู้เข้าร่วมชุมนุมคนใด หรือสั่งการจากแกนนำ ส่วนที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงปราศรัยมีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรงนั้น ถ้ามีการทำร้ายคนเสื้อแดงก็จะเกิดความรุนแรงขึ้น แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุมเมื่อใด การปราศรัยจึงเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้มีการสลายการชุมนุม

เห็นว่า กลุ่มคนร้ายที่บุกรุกและเผาทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าเซนมีจำนวนไม่มาก ใช้วิธีการไม่สลับซับซ้อน ไม่ได้ใช้ทักษะพิเศษใดๆ ที่เป็นความชำนาญ สำหรับถังแก๊ส น้ำมัน ยางรถยนต์ ก็หยิบฉวยได้ในบริเวณใกล้เคียง ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ที่สำคัญขณะมีการเผาห้างเซนแกนนำก็ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว คนร้ายที่เผาห้างสรรพสินค้าเซนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็มิได้ต้องการให้ข่มขู่ รัฐบาลยุบสภาหรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่หวังผลการทางเมือง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟังไม่ได้ว่าเป็นการก่อการร้าย

พิพากษาให้จำเลย ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทุกชนิดให้แก่โจทก์ทั้ง สี่ หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเงิน 2,719,734,975.29 บาท และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักให้แก่ โจทก์ที่ 1 และ 3 เป็นจำนวนเงิน 989,848,850.01 บาทและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าเสียหายทั้งสองแก่โจทก์ทั้งสี่และหรือสำนักงานส่วนทรัพย์สินพระ มหากษัตริย์ กับโจทก์ที่ 1 และ 3 ตามลำดับ นับแต่วันที่ 31 มี.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมต่อศาลในนามโจทก์กำหนดค่าทนายความให้ 60,000 บาท

ทั้งคำพิพากษาศาลอาญา และศาลแพ่งที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเหตุการณ์เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลที่สลายการชุมนุมนำมาใช้เป็นข้ออ้าง นำมาเป็นข้อกล่าวหาม็อบเพื่อกลบเหตุสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาด เจ็บจำนวนมาก

ถึงตอนนี้เมื่อมีคำพิพากษาออกมาชัดเจน ยังจะกล้านำวาทกรรม "เผาบ้านเผาเมือง"มาใช้อีกหรือไม่!??

โครงการ 30 บาท ถึง พ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้าน พิสูจน์ วิสัยทัศน์


วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:00:00 น.






เห็น บรรยากาศการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 มีนาคม แล้ว ให้บังเกิดการระลึกชาติไปยังบรรยากาศการอภิปรายในที่ประชุมสภาเมื่อ 12 ปีก่อน

เพราะมีทั้ง "ความเหมือน" และ "ความต่าง"

ต่างตรงที่ เมื่อ 12 ปีก่อนเป็นการอภิปรายในเรื่องอันเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ขณะที่ ณ วันนี้ เป็นการอภิปรายในเรื่องอันเกี่ยวกับร่างกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ

ต่างตรงที่เมื่อ 12 ปีก่อนเป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

เหมือนตรงที่ฝ่ายที่ลุกขึ้นมาคัดค้านต่อต้านอย่างชนิดหัวชนฝายังเป็นพรรคประชาธิปัตย์และยังเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เนื้อหายังเหมือนเดิม คือ จะเอาเงินมาจากไหน

ต่าง ตรงที่เมื่อ 12 ปีก่อนผู้ที่ลุกขึ้นมาอธิบายอย่างชนิดรู้จริงในเรื่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ ณ วันนี้ เป็นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ต่างตรงที่ความสงสัยเมื่อ 12 ปีก่อนมิได้เป็นความสงสัยต่อไปอีกแล้ว

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผงาดยืนอย่างองอาจและมั่นคงเพื่อประชาชน

อาจกล่าว ได้ว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แจ้งเกิดทางการเมืองจากการอธิบายโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค อย่างเป็นที่กระจะเพราะรู้จริงและพูดเป็น

เส้นทางการ เมืองของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ก็เติบใหญ่ก้าวหน้าเป็นลำดับไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปยังกระทรวงการคลังและดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชาชน

แม้วันนี้ก็ยืนอยู่ไม่ห่างไปจากพรรคเพื่อไทยมากนัก

เส้นทางการเมืองของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จึงเป็นอีกคนหนึ่งที่น่าศึกษา น่าติดตามอย่างเป็นพิเศษ

1 มีพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาเอก

1 เริ่มต้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการและในห้วงเวลาอันรวดเร็วก็ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ยึดกุมโครงการไทยแลนด์ 2020

เงิน กู้ 2.2 ล้านล้านบาท คือ ความรับผิดชอบโดยตรงของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เหมือนที่พรรคไทยรักไทยเคยมอบหมายให้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ขับเคลื่อนโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

ตีฝ่ากระแสต้านจากพรรคประชาธิปัตย์มาได้

ณ วันนี้ แม้กระทั่งรัฐบาลอันมาจากปากกระบอกปืน หรือรัฐบาลอันมีพื้นฐานมาจากค่ายทหารก็ไม่สามารถปฏิเสธโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคได้

มีความพยายาม "ขยาย" ให้ "ประชานิยม" อย่างเตลิดเปิดเปิง

1 เพื่อสร้างภาพว่าให้ประชาชนมากกว่าที่พรรคไทยรักไทยเคยให้ 1 เพื่อลบคำว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ออกจากสารบบ

แต่ก็ล้มเหลว

ภายในจินตภาพของชาวบ้านยังจำหลักหนักแน่นอยู่กับปฏิมาของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่เคยเสื่อมคลาย

เป็นคะแนนอันตรึงตราต่อพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนพรรคเพื่อไทย

ขณะ เดียวกัน สถานการณ์การต่อต้านคัดค้าน อย่างสุดลิ่มที่ประตูเมื่อ 12 ปีก่อนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ประจานให้เห็นถึงสายตาว่าเคยสั้นมากน้อยเพียงใด อ่านแจ้งแทงตลอดในเรื่องการบริหารจัดการอย่างไร

ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ณ วันนี้ ก็ดุจเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันแตกต่างอย่างฟ้ากับเหว ยังสะท้อนถึงแนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาและการไม่ยอมพัฒนา

อ้างประชาชน แต่ไม่รับใช้ประชาชน
บทเรียนจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทยเมื่อ 12 ปีก่อน มีความแจ่มชัดยิ่ง

บท เรียนนี้กำลังวนกลับมาพิสูจน์ทราบถึง "กึ๋น" ของพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งต่อกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ

กับ "กึ๋น" ของพรรคเพื่อไทย ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

อนาคตประเทศไทย กับการตัดสินใจพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

โดย ชยิกา วงศ์นภาจันทร์


www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1364448117&grpid=&catid=02&subcatid=0207

หลังรัฐบาลจัดนิทรรศการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาทเป็นที่น่าสังเกตว่าฝ่ายค้านได้ตั้งประเด็นคำถาม และข้อสังเกตมากมายและที่สุดยืนยันว่า "ไม่เห็นด้วย" พร้อมประกาศว่าจะ "ค้านถึงที่สุดในการกู้เงินนอกระบบงบประมาณโดยรัฐบาล"



อีก ทั้งยังกระหน่ำซ้ำด้วยการสร้างวาทกรรมให้ประชาชนเชื่อว่า "ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.....คือ ภาระหนี้ที่ประชาชนต้องใช้ในระยะเวลา 50 ปีต่อจากนี้ในการใช้หนี้

เป็น การกู้หนี้นอกระบบงบประมาณ ตบท้ายด้วยการพยายามจะบอกว่าร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และเข้าข่าย "ผิดกฎหมาย" โดยเฉพาะ พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ ที่ออกมาในยุครัฐบาลทักษิณ

แต่สิ่งที่ฝ่าย ค้านไม่ได้บอกประชาชน คือ หนี้ที่จะเกิดจากร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทนี้ เป็น "หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ใหม่สำหรับประชาชน"

โดยจะเป็นการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว เพื่อลดต้นทุนในการเดินทางและขนส่ง ซึ่งจะไปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

เป็นการ เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อให้ไทยเป็น "ศูนย์กลางอาเซียน" ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการกู้เงิน โดย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ของโครงการไทยเข้มแข็งสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เนื่องจากโครงการไทยเข้มแข็งนั้นเน้นการลงทุนในโครงการ ขนาดเล็กแล้วกระจายไปทั่วประเทศ แต่กลับกลายเป็นการขาดวิสัยทัศน์ที่จะวางรากฐานระยะยาวให้กับประเทศ

จน ทำให้เกิดปัญหาด้านความโปร่งใสของโครงการทั้งก่อนและหลังโครงการ ตัวอย่างจะเห็นได้จาก "โครงการถนนไร้ฝุ่น" ของกระทรวงคมนาคม ที่ก่อสร้างเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด หรือโครงการตู้หยอดน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้งานไม่ได้จริง หรือโฆษณาที่ติดหูประชาชนอย่างกิจกรรมจัดหางาน "ต้นกล้า อาชีพ" ที่มีเพียงแค่การ "ตั้งเป้า" อัตราการจ้างงาน

ขณะที่ พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ 2 ล้านล้านบาทนั้น กลับเป็น "หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้" เพราะมุ่งเน้นการยกระดับประเทศให้สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ เท่าที่ประเทศไทยสามารถจะก้าวไปถึงได้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับเศรษฐกิจมหภาค

อย่างที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ย้ำผ่านแฟนเพจยิ่งลักษณ์ระหว่างการเยือนประเทศปาปัวนิวกินี ว่า "แนวคิดที่รัฐบาลใช้ในการพัฒนาโครงสร้างของประเทศ คือ

(1) เป็นการพัฒนาเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศซึ่งขาดการลงทุน โครงการใหญ่ที่ต่อเนื่องมานาน ทำให้ประเทศอื่นเขาพัฒนาไปกว่าเรามาก

(2) เป็นการเชื่อมโยงแนวคิดภายใต้กรอบ Connectivity ที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่ออาเซียน และเกิดฐานการเชื่อมประชากร 600 ล้านคน นั้นคือ โอกาสในการสร้างรายได้ของคนไทย และการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนสู่อาเซียน

(3) ประเทศไทยขาดการเชื่อมเส้นทางบก น้ำ อย่างเชื่อมต่อเพื่อให้ต้นน้ำซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบ ผ่านแหล่งอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกลางน้ำ ไปยังปลายน้ำ ก็คือ การส่งออก เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง รวมถึงร่นระยะเวลาการเดินทางนั้นหมายถึง อาหารที่สดขึ้น ลดต้นทุนในการสูญเสีย

(4) การเชื่อมสถานที่ท่องเที่ยวจากเมืองต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น เชียงราย-เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร-สุโขทัย-ตาก-อุตรดิตถ์ เพื่อดึงความเจริญ เพื่อเชื่อมเมืองท่องเที่ยว ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่เพียงแต่เราจะมีรายได้เพิ่มแล้ว เราจะดึงให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้นอีกด้วย

(5) การเชื่อมเส้นทางโดยสาร เพื่อให้คนมีทางเลือก เดินทางโดยรถไฟความเร็วสูง เพื่อลดค่าใช้จ่าย ปลอดภัยจากการใช้รถบนท้องถนน หลักการนี้ ยังกระจายความเจริญจากหัวเมืองไปยังชานเมือง ลดความแออัดให้คนกรุง เติมเต็มความเจริญให้กับนอกเมืองตามยุทธศาสตร์ประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นั่นคือ เราจะทำให้เมืองชนบทนั้นเจริญขึ้น ก็คือ รายได้ของประเทศที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่สะดวกเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และความแออัดด้วย ตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นผลลัพธ์ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่จะได้ค่าขนส่งที่ลดลง 2% ในช่วงของการลงทุนมูลค่าจีดีพี (GDP) เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1% ต่อปี และการจ้างงานประมาณ 500,000 อัตรา ซึ่งจะส่งผลทั้งความแข็งแรง การหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศอย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต"

จึงเป็นที่ น่าสังเกตว่า เหตุใดฝ่ายค้านจึง "ดาหน้า" กันออกมาค้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า "ไม่มีใครเถียงว่าโครงการต่างๆ ตามโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างจากงบประมาณ 2 ล้านล้านไม่ดี แต่ค้านสุดสุดตรงที่จะใช้เงินนอกระบบมาเพื่อสามารถโยกงบได้"

เป็น การใช้วาทกรรมง่ายๆ ให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าเป็นการ "กู้เงินนอกระบบ" ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริง การออก พ.ร.บ.เงินกู้ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทนั้นเป็นการเสนอเรื่องผ่านเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ระบบการตรวจสอบจากรัฐสภา ซึ่งเป็นกระบวนการปกติในการออกกฎหมาย ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

ซึ่งแตกต่างจาก พ.ร.ก.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ที่เป็นเพียงโครงการแจ้งเพื่อทราบ ในรัฐสภาเท่านั้น

ที่ สำคัญคือ "ฝ่ายค้าน" ยังพยายามปรามาสเอาไว้ว่าร่าง พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทนั้นจะมีการโยกงบประมาณด้วยการจัดทำ "ระเบียบพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้าง" เช่นเดียวกับที่ พ.ร.ก.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ที่เคยทำมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อน

แต่ทว่า ด้วยเหตุและผลในการพยายาม "คัดค้าน" ของ "ฝ่ายค้าน" ในครั้งนี้ ยังไม่ได้มีการเสนอแนวทางในการดำเนินการที่สร้างสรรค์อย่างใดเลย

เพียงแต่พร่ำบอกว่า "ไม่ได้คัดค้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน" และค้านการออก พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

คำถามสำหรับการ "คัดค้าน" ครั้งนี้ ก็คงหนีไม่พ้นประโยคที่ว่า "ทางออกของประเทศอยู่ตรงไหน"?

หาก "ฝ่ายค้าน" ยังคงคัดค้าน "ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน" ในลักษณะที่ไม่เสนอทางออกที่สร้างสรรค์อยู่แบบนี้ แสดงว่าประเทศไทยจะไม่สามารถมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงได้ใช่หรือไม่?

ท้ายที่สุดคงต้องฝากให้ทุกฝ่ายช่วยกันตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะผงาดในเวทีประชาคมอาเซียน!!

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556


พรรคฝ่ายขวา

วงค์ ตาวัน
 
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk16ZzRNRFF5T1E9PQ==&sectionid=

 
จาก งานรำลึก 37 ปี การจากไปของดร.บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกยิงตายคารถเก๋งกลางเมืองกรุง เมื่อปี 2519 โดยเป็นหนึ่งในเหยื่อของขบวนการขวาพิฆาตซ้าย ที่ตามไล่ล่าชีวิตผู้นำฝ่ายก้าวหน้าหลายศพในช่วงระยะนั้น

คงต้องพูดถึงเรื่องนี้ต่ออีกสักวัน

เพราะแม้ว่า การเมืองไทยจะมีบทเรียนและมีการพัฒนาคืบหน้าไป

แต่ ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดฝ่ายขวา หรือฝ่ายอนุรักษนิยม ที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอำนาจ กับฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความก้าวหน้าเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม

อีกทั้งความพยายามปลุกบรรยากาศใส่ร้ายป้ายสี เหมือนที่ทำกันได้ผลเมื่อปี 2519 จนกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น

ยังคงดำเนินอยู่ในทุกวันนี้!

ดร.บุญสนองถูกยิงในเดือนกุมภาพันธ์ 2519 อีกไม่กี่เดือนจากนั้นก็เกิดการกวาดล้างใหญ่ 6 ตุลาฯ สมเจตนาของขบวนการขวาพิฆาตซ้าย

ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลในช่วงเหตุการณ์ที่ขวาไล่ล่าซ้ายนั้น เป็นยุคประชาธิปัตย์

ไม่มีการสำแดงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ให้ปรากฏเลย!

ทุกคดีมืดมน

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ยกขบวนกันไปล้อมฆ่านักศึกษาในธรรมศาสตร์ รัฐบาลประชาธิปัตย์ยืนดูนิ่งเฉย!!

เพราะอะไร


ก็เพราะเป็นพรรคการเมืองเด็กดีของระบบเดิมไง

หลายต่อหลายเหตุการณ์สรุปได้ชัดว่า ประชาธิปัตย์คือพรรคการเมืองตัวแทนฝ่ายอนุรักษนิยมของสังคมไทย

แม้แต่ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 3 มีนาคมที่ผ่านมา

นัก วิเคราะห์ทั้งไทยและต่างประเทศได้แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวดังๆ พูดตรงกันว่า กทม.เป็นฐานคะแนนใหญ่ของฝ่ายอนุรักษนิยม ชนชั้นสูง ที่สนับสนุนประชาธิปัตย์

ขณะที่ประชาธิปัตย์เน้นการหาเสียงโดยชูประเด็น จะเสียกรุง จะกลายเป็นเมืองขึ้น

นี่คือการหาเสียงโดยแอบอิงแนวทางอนุรักษนิยมขวาจัดอย่างชัดเจน

ปลุกอารมณ์คนกรุง ชนชั้นมีสตางค์ ให้หวาดผวาและย้อนยุคไปเสมือนกำลังรบกับข้าศึกสมัยกรุงศรีอยุธยาอะไรทำนองนั้น

สุดท้ายชนะจริงๆ

เพียงแต่โหมปลุกกระแสทำลายคู่ต่อสู้มากไปหน่อย เลยยังต้องรอลุ้นให้กกต.รับรองผลด้วยใจระทึก!









วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

"พรรคเพื่อไทย" คนกรุงเขาไม่เอา ก็กลับมาพัฒนาเชียงใหม่ดีกว่า



หลังการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ผ่านไป ผลปรากฎว่า คนของพรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้ง ทั้งที่ได้นำเสนอนโยบายที่ดีๆไว้มากมายหลายข้อแต่ประชาชนคน กทม.ส่วนใหญ่เขาไม่เอา แต่ไม่เป็นไรประเทศไทยไม่ใช่มีแค่ กทม. ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ต้องการนโยบายที่ดีๆเหล่านี้ คนเชียงใหม่ขอให้พรรคเพื่อไทยจัดมาลงที่จังหวัดเชียงใหม่ได้เลย รับรองว่าเลือกตั้งครั้งใดส่งแค่เสาไฟฟ้าลงก็ต้องชนะวันยังค่ำ

แต่ข้อแรกสุดที่สำคัญก็คือ ต้องให้คนเชียงใหม่มีโอกาได้เลือกผู้ว่า เหมือนคนกรุงเทพ


นโยบายพรรคเพื่อไทย (พท.)  เกี่ยวกับนโยบาย คืนความสุข สร้างรอยยิ้มให้คนกทม.
นโยบายที่คนกรุงเทพไม่เอา

1.แก้ปัญหาค่าครองชีพจากการขนส่งสาธารณะใน กทม. โดยชูนโยบาย "รถเมลล์ฟรีทุกคัน" ออกทุก 5 นาที เรือข้ามฝากแม่น้ำเจ้าพระยาไม่เสียค่าโดยสาร เรือโดยสารคลองแสนแสบฟรี  คืนความสุขรถรางติดเเอร์ไร้มลพิษสร้างรถราง2สายสมัยใหม่ติดแอร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ไม่เสียค่าโดยสาร

2.แก้ปัญหาการจราจร จัดระเบียบการเดินรถใหม่ลดจำนวนรถเมล์ ให้รถเมล์อีก 500-1,000 คันวิ่งไปรับส่งประชาชนถึงหน้าหมู่บ้านเพื่อไม่ให้คนกทม.ขับรถยนต์มาแล้วหา ที่จอดไม่ได้  ให้กทม.ขอเช่าพื้นที่ให้พนักงานขับรถแท๊กซี่ได้จอดรถรอรับผู้โดยผู้สาร เพื่อประหยัดน้ำมันและแก้ปัญหาจราจร

3.ฝากบ้านไว้กับผู้ว่าฯกทม. 365 วัน

4.โครงการบ้านอุ่นใจร่วมมือกับรัฐบาล แก้ปัญหายาเสพติดทุกชุมชน เฝ้าระวังอาชญากรรม 365 วัน

5.จัดเก็บขยะทั้งวัน มีกระบวนการแยกขยะที่เบ็ดเสร็จในชุมชน โดยให้ชุมชน 2,020 แห่งขึ้นทะเบียนกับกทม.

6.สร้างทางเท้าที่แข็งแรง จัดระเบียบพ่อค้าแม่ค้าขายของอยู่บนทางเท้า

7.คืนความสุขให้คนพิการ สร้างป้ายรถเมลล์ให้เสมอกับทางขึ้นรถโดยสารโดยเฉพาะรถโดยสารรุ่นใหม่เพื่อเอื้อต่อคนพิการ

8.ขับเคลื่อนกทม.ให้สู่ระดับโลก เป็นผู้นำกลุ่มประชาคมอาเซียน

9.สร้างทางเดินใหม่ริมน้ำเจ้าพระยา โดยให้เป็นสถานที่ขับขี่รถจักรยานอย่างปลอดภัยไร้มลพิษและใช้เป็นทางวิ่งออกกำลังกาย

10.นำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน โดยประสานความร่วมมือการไฟฟ้านครหลวง
11.ติดตั้งกล้องซีซีทีวีของจริงไม่จำกัดจำนวนทุกจุดเสี่ยงในกทม.

12.ป้ายรถเมล์สว่างไสวทุกป้าย และสร้างห้องน้ำสาธารณะทันที

13.ศูนย์สาธารณะชุมชนยกระดับให้เป็นโรงพยาบาลชุมชน ดูแลรักษาพยาบาลให้กับผู้สูงอายุอายุเกิน 60 ปีจำนวน 675,431 คนในกทม. จะมีทีมแพทย์เคลื่อนที่ไปรักษาถึงบ้าน




คนเชียงใหม่ขอได้เลือกผู้ว่าได้เองบ้าง

และนโยบายที่คนเชียงใหม่ต้องการ

1.แก้ปัญหาค่าครองชีพจากการขนส่งสาธารณะในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยชูนโยบาย "รถเมลล์มีทุกวัน" ออกทุก 5 นาที  คืนความสุขรถรางติดเเอร์ไร้มลพิษสร้างรถรางแค่ 1 สาย สมัยใหม่ติดแอร์รอบคูเมือง (ยอมเสียค่าโดยสาร)


2.แก้ปัญหาการจราจร จัดระเบียบการเดินรถแดงใหม่ ลดจำนวนรถแดง ให้รถแดงอีก 500-1,000 คันวิ่งไปรับส่งประชาชนถึงหน้าหมู่บ้านเพื่อไม่ให้คนเชียงใหม่ขับรถยนต์มาแล้วหา ที่จอดไม่ได้ 

3.บ้านไม่ต้องฝากไว้กับผู้ว่าฯก็ได้ ขอแค่ดูแลถนนหนทางให้ปลอดภัยจากเด็กแว๊น แกงค์ซิ่งก็พอ

4.โครงการบ้านอุ่นใจร่วมมือกับรัฐบาล แก้ปัญหายาเสพติดทุกชุมชน เฝ้าระวังอาชญากรรม 365 วัน

5.เรื่องจัดเก็บขยะไม่ต้องห่วงเทศบาลเขาทำได้ ขอแค่ประสานงบจากรัฐบาลมาช่วยก็พอ

6. จัดระเบียบพ่อค้าแม่ค้าขายของอยู่บนทางเท้า

7.คืนความสุขให้คนพิการ ถ้ามีรถเมล์แล้ว ก็สร้างป้ายรถเมลล์ให้เสมอกับทางขึ้นรถโดยสารโดยเฉพาะรถโดยสารรุ่นใหม่เพื่อเอื้อต่อคนพิการ

8.ขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่ให้สู่ระดับโลก

9.สร้างทางเดินใหม่ริมคูเมือง โดยให้เป็นสถานที่เดินเท้าและขับขี่รถจักรยานอย่างปลอดภัยไร้มลพิษและใช้เป็นทางวิ่งออกกำลังกาย

10.นำสายไฟฟ้าลงใต้ดินทั่วเมืองเชียงใหม่ โดยประสานความร่วมมือกับรัฐบาล

11.ติดตั้งกล้องซีซีทีวีของจริงไม่จำกัดจำนวนทุกจุดเสี่ยงในจังหวัดเชียงใหม่

12.สร้างห้องน้ำสาธารณะทันที

13.เรื่องสาธารณสุขข้อนี้ไม่ต้องก็ได้  กระทรวงสาธารณสุขเขาทำดีแล้ว

ผู้ร่วมเขียน