แดงเชียงใหม่

กราบสวัสดี พี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือน Blog นปช.แดงเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงสักนิดว่า เรา ”แดงเจียงใหม่” เป็นกลุ่มคนชาวเจียงใหม่ที่เคารพรัก กติกาประชาธิปไตย ต่อสู้และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ อยากเห็นประเทศชาติภายภาคหน้า มีความเจริญ ประชาชน รุ่นลูกหลานของเราอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในประเทศของพวกเราเอง ไม่มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มใดมาสูบเลือดเนื้อ แอบอ้างบุญคุณเฉกเช่นในยุคนี้ที่พวกเราเห็น การที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหวังก็ต้องมีการต่อสู้แสดงกำลังให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อที่จะให้กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในปัจจุบันได้เข้าใจในสังคมที่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจฝืนต่อกระแสการพัฒนาของโลก การต่อสู้ร่วมกับผองชนทั่วประเทศในครั้งนี้ เรา " แดงเจียงใหม่ " ได้ร่วมต่อสู้ทุกรูปแบบ และ ในรูปแบบที่ท่านได้เข้ามาร่วมอยู่นี้ คือการเผยแพร่ข่าวสารต่อสังคม

เรา " แดงเจียงใหม่ " ขอเชิญชวนร่วมกันสร้างขวัญ และกำลังใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกัน


"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านมวลมหาประชาชน"

.

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ชมภาพและบรรยากาศเวทีพรรคเพื่อไทยที่ลำพูนเมื่อวานนี้


























ไปงานปราศรัยที่ลำพูนมา....ซาบซึ้งสุดๆกับยายบุญรัตน์ ณ หางดง......

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=1733






BIG RED-JOE

เพิ่งกลับจากเวทีปราศรัยพรรคพท.ที่ลำพูน นึกไม่ถึงเลยว่าแดงลำพูน-เชียงใหม่จะกลัวมาก

คนหัวใจแดงชาวลำพูน เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง
กลัวมาก ถึงมากที่สุด .....
.........
.........
..........
ว่าจะไม่ได้บอกให้โลกรู้ว่า "กูไม่กลัวมึง"

จึงทำให้ตลาดสดอันกว้างใหญ่ไพศาล เนืองแน่นไปด้วยคนใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สีแดง
ล้นออกไปถึงลานจอดรถ กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง มากมายล้นหลาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงขานรับเวลา สส.พูดโดนใจ
ดังกระหึ่มกึกก้องกัมปนาท ดังจะประกาศให้ฟ้าดินรู้ว่า
"กูยอมตาย แต่ไม่ยอมเสียศักดิ์และสิทธิ์แห่งความเป็นมนุษย์"
"กูขอสู้ตายเพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรม"

นึกไม่ถึงเลยว่า กาลเวลาแห่งความสูญเสีย พลัดพราก ถูกกระทำย่ำยีเพิ่งผ่านไปไม่นาน
พลังชีวิตจะกลับมาฮึกเหิมได้ปานนี้
ฮึกเหิมเพราะตระหนักแน่แก่ใจแล้วว่า
ชาตินี้จะไม่มีวันได้รับความเป็นธรรมจากการร้องขอ อ้อนวอน
มีแต่ต้องรวมพลังของกันและกัน ผนึกแน่นด้วยหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียว
แล้วสู้ สู้ สู้ เท่านั้น จึงจะสามารถทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ตนเองและลูกหลานได้

สส.ที่เดินทางมาพบปะ ปราศรัยนั้น มี ท่านรองประธานสภา พอ.ดร.อภินันท์ (พี่เปีย) สส.สุนัย
โฆษกเด็จพี่ พร้อมพงศ์ สส.บรู๊ค(ดนุพร ปุณณกันต์) สส.สุรพงษ์ ฯฯฯ(มองไม่เห็นเพราะนั่งไกลเวทีมาก) สักครู่เสียงมือตบ หัวใจตบ ผสมเสียงกรี๊ด ก็ดังลั่น เมื่อ สส.เฉลิม อยู่บำรุง เดินทางมาถึง

สุดท้ายผู้เรียกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งจังหวัด ก็คงหนีไม่พ้น สส.คนดังที่ไม่เคยทรยศต่อมวลชน ไม่เคยก้มหัวให้แก่เผด็จการ และพร้อมต่อสู้อย่างห้าวหาญแม้จะมีคำสั่งให้"จับตาย" นั่นคือ ....จตุพร พรหมพันธุ์

รายละเอียดคำปราศรัย ขอให้ฟังจากคลิปที่ถ่ายทอดสดตลอดงาน ด้วยฝีมือของ"ไทยสุริยะ" งับ งับ

นปช.แดงเชียงใหม่และแดงทุกกลุ่มร่วมมือ ร่วมใจกัน ดูแล จัดงานจนสำเร็จไปได้ด้วยดี
ส่วนภาพบรรยากาศงานนั้น ท่านแดงเชียงใหม่ สาวปุ๊กคนงาม(คนนี้นัยว่าเป็นศอฉ.สาวปลอมตัวมาเืพื่อตีสนิท สืบข่าวจากเสื้อแดงเชียงใหม่ ...สาวเจ้าแต่งนิยายเองและตบท้ายว่า น้ำเน่าซะ...)
และท่านอื่นๆที่ได้ถ่ายเอาไว้มากมาย คงทะยอยนำมาลงให้ได้ชื่นชมกัน กรุณาอดใจรอซักนิด

บรรยากาศก็คือ บรรยากาศคนเสื้อแดง ที่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน
ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็พบแต่คนยิ้มให้กัน เอื้อเฟื้อกัน พูดคุยกันราวกับรู้จักกันมานานนม
ยืมเงินกันแม้เจอกันแค่ครั้งเดียว(อันนี้สงวนลิขสิทธิ์เฉพาะ จข กท. ห้ามลอกเลียนแบบ)

ลืมเล่าไปว่า ที่เวทีเขียนไว้ว่า
"
ฟื้นเศรษฐกิจ คืนความสุข
หยุดสองมาตรฐาน ต่อต้านทุจริต"

แล้วยังมีคนเสื้อแดงท่านหนึ่งประท้วงด้วยการใช้ผ้าปิดปาก
แล้วถือกระดาษ ที่เขียนว่า "ปรองดองฯฯ" จำได้ไม่ชัด
รอชมภาพจากคุณแดงเชียงใหม่ดีกว่า
มีคนขอเข้าไปถ่ายภาพด้วยเยอะแยะ

อีกเรื่องที่มหัศจรรย์คือ ที่เชียงใหม่ ฝนตกหนักมากทั้งจังหวัด
ในขณะที่ลำพูน บริเวณที่จัดเวทีปราศรัย อากาศสบายมาก
ทุกคนฟังปราศรัยไป เดินเที่ยวไปด้วย
ชม ช้อปปิ้งสินค้าแดง อาหารอร่อยๆ กันอย่างมีความสุข



** MP3..ปราศัย-ลำพูน.30.07.2010 ** วางแผงแล้ว..งับๆๆ


http://www.mediafire.com/?sharekey=zk2b1a6m5tazl



วีดีโอจาก "พีุ่อุ๋ย"


http://www.youtube.com/watch?v=q4O_NaGW4nU


เพิ่งกลับจากเวทีปราศรัยพรรคพท.ที่ลำพูน นึกไม่ถึงเลยว่าแดงลำพูน-เชียงใหม่จะกลัวมาก

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=16


ภาพจากลำพูนเมื่อคืนค่ะ

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=1703

เหตุเกิดที่..ลำพูน

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=1727

เสียงโห่อันกึกก้องของเสื้อแดงเปลี่ยนไป

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=1709

สดๆตอนนี้ครับ จากลำพูน

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=1680

ด่วน!!! ขณะนี้กำลังถ่ายทอดสดจาก จ. ลำพูน

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=1668

ข่าวด่วน ปาบึ้มเวทีปราศรัยที่ศรีสะเกษ เจ็บ 1 ราย

ice angel


เกิดเหตุระเบิด ข้างเวทีปราศรัยกลุ่มทวงคืนแผ่นดินแม่ ในเขตเทศบาลกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน ขณะที่ นายอธิวัฒน์ บุญชาติ กำลังปราศรัยบนเวทีกลุ่มทวงคืนแผ่นดินแม่ หลัง เทศบาลเมืองกันทรลักษ์ ได้เกิดเสียงดังสนั่นคล้ายระเบิดขึ้นหนึ่งครั้ง ผู้ที่รับฟังการปราศรัยพากันตื่นตระหนก หลังสิ้นเสียงระเบิดมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน คือ นายอรุณ ขวานทอง มีอาชีพปั่นสามล้อ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่น่องขาขวา ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ครูโรงเรียนกระแชงวิทยาเปิดเผยว่า ขณะนั่งอยู่ในรถกระบะเพื่อจอดฟังการปราศรัยอยู่ข้างทาง เห็นชายขับขี่รถจักรยานยนต์มา 3 คัน คนที่นั่งซ้อนท้ายปาวัตถุบางอย่างหวังให้โดนเวที แต่กลับโดนรถสามล้อแล้วก็เกิดระเบิดขึ้น จากนั้นได้ขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ระเบิดซอยรางน้ำ สาหัส 1 ราย

Fri, 2010-07-30 13:13

30 ก.ค. 2553 - เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่ามีเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่บริเวณข้างธนาคารกสิกรไทย ใน ซ.รางน้ำ ใกล้กับ ห้างสรรพสินค้าคิงส์พาวเวอร์ โดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ นำส่งรพ.ใกล้เคียงแล้ว ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ มีรถตู้จอดอยู่บริเวณด้านหน้าที่ 1 คัน และมีรถชาเล้ง หรือรถรับซื้อของเก่า จอดอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุด้วย โดยสภาพรถยังอยู่ในสภาพปกติ
ทั้งนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น. 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร รถฮัมวี่ ประมาณ 2-3 คัน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว ด้าน ร.ต.ต. นิติ นิรุตติวัฑน์ พนักงานสอบสวน สบ.1 สน.พญาไท เปิดเผยว่า หลังได้รับเจ้งเหตุดังกล่าว จึงเดินทางเข้าตรวจสอบ พบเหตุระเบิดเกิดขึ้น บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 27/15 ตรงข้ามกับ คิงพาวเวอร์ ซ.รางน้ำ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี ที่เกิดเหตุพบชายอายุประมาณ 30-40 ปี สวมเสื้อยืดสีกรมท่า สวมเสื้อคลุมอีกชั้นหนึ่ง ใส่กางเกงเล สีชมพูออกแดง นอนหงายครวญครางอยู่ด้านหน้าบ้าน นอกจากนี้ยังมีรถตู้ สีขาว ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฮต 7693 กทม. ซึ่งเป็นรถตู้วิ่งวินระหว่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ลพบุรี จอดอยู่ใกล้กัน อีกทั้งยังพบรถซาเล้งจอดอยู่ด้วย เบื้องต้นทราบว่า เป็นของชายที่ได้รับบาดเจ็บที่มีอาชีพเก็บของเก่า โดยขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุระเบิดซ้ำซ้อน

ระหว่างนั้น คนเจ็บได้พยายามลุกขึ้นใน สภาพศีรษะเต็มไปเลือด ที่ใบหน้าที่เลือดออก แขนขาได้รับบาดเจ็บ
ประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจ และกู้ภัยจึงเข้าไปอุ้มและช่วยเหลือชายคนดังกล่าว นำตัวส่งรพ.ราชวิถี อย่างเร่งด่วน

โดยอาการล่าสุดยังไม่ได้สติแพทย์อยู่ระหว่างการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนเบื้องต้น เหตุคนร้ายลอบนำระเบิดชนิดขว้างไปซุกไว้ในถังขยะในซอยรางน้ำ ตรงข้าม หน้าห้างสรรพสินค้าคิงเพาเวอร์ เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่าน จนเป็นเหตุให้ คนเก็บขยะที่อยู่ระหว่างการรื้อค้นขยะดังกล่าว ถูกแรงระเบิดอัด เข้าตามร่างกายจนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสนั้น ล่าสุด หลังพลตำรวจโทสัญฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว ได้เน้นย่ำให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน เร่งตรวจสอบกล้องวงปิดในที่เกิดเหตุเพื่อติดตาหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุ ดังกล่าวแล้ว
ด้าน พลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า จากการสอบสวน พบเป็นระเบิดชนิดขว้างจากจีน ซึ่งคนร้ายนำ มาถอดสลักออก แล้วใช้ยางรัดที่กระเดื่อง ก่อนนำน้ำมันมาราด เพื่อหน่วง เวลาในการระเบิด แล้วจึงมาวางไว้ในถุงดำ ก่อนที่จะมีผู้เคราะห์ร้ายมาเจอแล้ว ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้ประสานขอภาพจากกล้องวงจรปิดจากคิงพาวเวอร์ เพื่อนำมาตรวจสอบหาบุคคลต้องสงสัยแล้ว ส่วนผู้ก่อเหตุจะเป็นใครนั้น ยังไม่สามารถระบุได้

เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงาน อ้างถึงพยานในที่เกิดเหตุคือ นายสำรวย ทบภักดิ์ อายุ 37 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ อยู่บ้านเลชที่ 25 หมู่ 7 ต.เขวไร่ อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนจอดรถห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร จากนั้นได้เห็นประกายไฟที่ต้นไม้ พร้อมกับเสียงดังไปทั่วบริเวณ จากนั้นเห็นรถแท็กซี่ สีเขียว-เหลือง ซึ่งตอนเกิดเหตุจอดอยู่ด้านหลังรถซาเล้ง ได้ขับรถออกจากที่เกิดเหตุโดยเร็ว น่าจะเป็นเพราะความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"ตอนเกิดเหตุผมตกใจมาก ในชีวิตไม่เคยเห็นระเบิดที่น่ากลัวขนาดนี้ มองไปเห็นแสงไฟ และเกิดเสียงดังมาก จากนั้นก็เกิดกลุ่มควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ น่ากลัวมากที่สุด แต่ก็พอตั้งสติได้รีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ 191 ทันที" นายสำรวยกล่าว

โรงพยาบาลเผยเหยื่ออาจสูญเสียดวงตา

มติชนออนไลน์ยังได้รายงานอีกวา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 กรกฎาคม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เดินทางเข้าเยี่ยมอาการผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในกองขยะหน้าบ้านเลข ที่ 27 และ27/15 ภายในซอยรางน้ำ ฝั่งตรงข้ามคิงพาวเวอร์ คอมเพล็กซ์ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. ที่ห้องผู้ป่วยหนัก ตึกศัลยกรรมประสาท เตียง 6 โรงพยาบาลราชวิถี

พล.ต.ต.วิชัยกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องต้นได้ให้ กก.สส.บก.น.1 และฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท เร่งตรวจสอบหาญาติของผู้บาดเจ็บ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นชาย อายุประมาณ 30 ปีเท่านั้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานตามตัวว่าเป็นผู้ใด โดยได้ให้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดใกล้เคียงและร้านค้าต่างๆที่มี ประมาณ 9 จุดแล้ว โดยขณะนี้ยังไม่เห็นภาพที่คนร้ายนำระเบิดมาวางไว้ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำรายงานไปถึง ศปก.ตร. และพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนากยกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ต่อไป

ด้านพญ.วารุณี จินารัตน์ ผอ.โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า สำหรับผู้บาดเจ็บขณะนี้มีสะเก็ตระเบิดฝังอยู่ทั้งลำตัวและใบหน้า อาจต้องทำการผ่าตัดตาขางซ้ายอีกครั้ง และเสี่ยงที่จะสูญเสียตาข้างซ้ายไป ซึ่งอาการยังสาหัสมาก กระดูกขาขวาแตก และมีแผลเพราะถูกสะเก็ตระเบิดจำนวนมาก

เทพเทือกบอกป้องกันสถานการณ์ไม่ทัน ปัญหามาจากการข่าวแย่

สุเทพ เทือกสุบรรณบอกว่า ในที่ประชุม ศอฉ. เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นหลักในการจัดกำลังและสนธิกำลังจากฝ่ายต่างๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ของ กทม. อาสาสมัคร และหากจำเป็นก็ขอกำลังสารวัตรทหารจาก 3 เหล่าทัพเข้ามาช่วยเสริม พร้อมกันนี้ ศอฉ.มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมไปดูแลหน่วยข่าวทั้งหมด ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะเริ่มประชุมวันที่ 30 กรกฎาคมคมเพื่อวางแนวทางในการกำกับดูแล

“ที่ผ่านมาการข่าวยังไม่ค่อยทันเหตุการณ์ การแก้ไขปัญหาให้ได้ข่าวที่ทันต่อการแก้ไขสถานการณ์และป้องกันสถานการณ์ได้ ก็อยู่ที่ผลการกำกับดูแลของ รมว.กลาโหม ที่จะรายงานให้รับฟังเป็นระยะๆ และทุกฝ่ายต้องประสานกันได้ ต้องไม่มีกรณีต่างคนต่างทำ ซึ่งเรามีหน่วยข่าวหลายหน่วยที่มีหน้าที่ดูแลแล้วแต่กรณี แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ต้องรวมกำลังกันป้องกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย” นายสุเทพ กล่าว

ที่มา : สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, มติชนออนไลน์

โวยรัฐสกัดกั้นสื่อเห็นต่าง บุกจับ 12 วิทยุชุมชนเมืองคอน

เผย ตร.-กทช.บุกปิดวิทยุชุมชนกว่า 12 แห่งในนครศรีธรรมราช อ้างขัด พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม-พ.ร.บ.ประกอบกิจการการจายเสียงฯ จี้รัฐหยุดปิดกั้นสื่อ แสวงกติกาการใช้สื่อที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อรักษาพื้นที่ความเห็นต่าง ลดทอนความขัดแย้งและความเกลียดชัง

เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน ออกแถลงการณ์ระบุ วานนี้ (29 ก.ค. 53) เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปรามและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กทช.นำกำลังเข้าปิดสถานีและจับกุมแกนนำในสถานีวิทยุชุมชน 12 แห่ง ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยอ้างว่าขัดต่อ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551

โดยเครือข่ายฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินการปิดกั้นสื่อ และยกเลิกคำสั่งสั่งปิดเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้น และเปิดให้ทุกฝ่ายได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมถึงระงับยับยั้งการใช้สื่อในเครือข่ายของรัฐเป็นเครื่องมือยั่วยุให้เกิด การใช้ความรุนแรง สร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังกัน และร่วมกันแสวงหาหลักเกณฑ์กติกาการใช้สื่อที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อรักษาพื้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดทอนความขัดแย้งและความเกลียดชัง

ด้านโครงการเฝ้าระวังการแทรกแซงวิทยุชุมชน (Community Radio Watch) โดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ (คปส.) รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.-7 ก.ค. 53 มีสถานีวิทยุชุมชนถูกปิดไปแล้ว 26 แห่งในพื้นที่ 9 จังหวัด ยุติการออกอากาศ 6 แห่ง ปรากฎรายชื่อในข่ายที่มีความผิด (แบล็กลิสต์) 84 แห่ง ในพื้นที่ 12 จังหวัด มีหัวหน้าสถานี กรรมการ และผู้จัดรายการ ถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดี 35 ราย

แถลงการณ์ประณามรัฐบาลปิดวิทยุชุมชนที่นครศรีธรรมราช

หลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รัฐบาลได้อาศัยอำนาจของกฎหมายปิดกั้นช่องทางการสื่อสารของประชาชน ทั้งเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ตลอดจนปิดสถานีวิทยุชุมชนที่เสนอเนื้อหาตรงข้ามกับรัฐบาล ล่าสุด เมื่อวานนี้ (29 ก.ค. 53) เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปราม เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) กว่า 50 นาย ได้บุกจับวิทยุชุมชนและเคบิลทีวีชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชกว่า 12 สถานี โดยตั้งข้อหากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 โดยตั้งข้อหาความผิด 3 ประการ คือ การประกอบกิจการวิทยุชุมชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, การใช้เครื่องส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และการใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต หนึ่งในนั้นมีผู้สื่อข่าวอาวุโส ของนครศรีธรรมราช เช่น สุรโรจน์ นวลมังสอ จากนครโพสต์ สมพร รักหวาน จากสถานี CSTV เคเบิลท้องถิ่น

เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน เห็นว่ามาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารของประชาชน และละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งการจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำได้ก็เฉพาะในภาวะสงครามและเพื่อความมั่น คงของรัฐเท่านั้น การที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อในทุกระดับและทุกช่องทางเพียงหวังจะลดทอนเสียงของ กลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล จะเป็นชนวนเหตุทำให้สถานการณ์ยิ่งลุกลามและขยายตัวไปสู่ความรุนแรงได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การเปิดให้สื่อของรัฐและสื่อเอกชนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลทำหน้าที่แต่เพียง ฝ่ายเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รัฐบาลจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายมีสิทธิในการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกันเพื่อสร้าง สมดุลของข่าวสาร และไม่สนับสนุนการใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง หรือสร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอง เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน จึงขอเสนอความเห็นต่อรัฐบาล ดังนี้

1. ขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินการปิดกั้นสื่อ และยกเลิกคำสั่งสั่งปิดเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้น และเปิดให้ทุกฝ่ายได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง

2. ขอให้รัฐบาลระงับยับยั้งการใช้สื่อในเครือข่ายของรัฐเป็นเครื่องมือยั่วยุ ให้เกิดการใช้ความรุนแรง สร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังกัน และร่วมกันแสวงหาหลักเกณฑ์กติกาการใช้สื่อที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อรักษาพื้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดทอนความขัดแย้งและความเกลียดชัง

3. วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐในการปฏิรูปสื่อ ส่งผลให้สังคมไทยขาดกลไกที่เป็นอิสระกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นเวลา ยาวนาน และรัฐมีการเลือกปฏิบัติหนุนสื่อที่เชียร์แต่ทำลายล้างสื่อที่คิดแตกต่าง ซึ่งมีแต่จะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทยโดยรวม

30 กรกฎาคม 2553
เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน

สถานพินิจฯ เล็งส่ง นร.ม.5 เชียงราย ตรวจสุขภาพจิต


Fri, 2010-07-30 23:02


นักเรียน ม.5 ที่ร่วมกิจกรรมชูป้ายค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เชียงราย ไปรายงานตัว สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางวันนี้ เผยมีการถามฐานะทางบ้าน ถามว่าสูบบุหรี่-กินเหล้า-เที่ยวกลางคืนหรือไม่ พร้อมแนะให้รับสารภาพเพื่อให้ศาลเมตตา ขณะที่เจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ เตรียมนัดอีกจันทร์นี้เพื่อตรวจสุขภาพจิต

ตามที่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มนักเรียนนักศึกษา 5 คน ใน จ.เชียงราย ได้รวมตัวทำกิจกรรมชูป้ายให้มีการยกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่บริเวณหน้าทางเข้าศาลากลาง จ.เชียงราย ที่หอนาฬิกา และที่หน้าตลาดสดเทศบาล 1 เทศบาลนครเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมือง จ.เชียงราย ได้ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ประกาศกำหนด ร่วมกันเสนอข่าว ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชน เกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จนเป็นกรณีครึกโครมนั้น


ล่าสุดวันนี้ (30 ก.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง จ.เชียงราย นัดหมายให้นักเรียนชั้น ม.5 อายุ 16 ปีคนหนึ่งที่ร่วมกิจกรรมไปรายงานตัวนั้น ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมวอยซ์ทีวี ได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ "คุณมด" นักเรียนชั้น ม.5 รายดังกล่าว ซึ่งในวันนี้ไปไปรายงานตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง จ.เชียงราย


"คุณมด" กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ในการรายงานตัว ซึ่งเป็นการรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สถานพินิจ มีการสอบถามเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวทางบ้าน พ่อแม่ทำงานได้เงินเท่าไหร่ ตนเคยถูกจับคดีอาญาหรือไม่ กินเหล้าหรือไม่ สูบบุหรี่หรือไม่ (มีพฤติกรรม)แต่งรถหรือเปล่า ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร มีเพื่อนสนิทเยอะหรือไม่ เที่ยวกลางคืนหรือเปล่า มีการถามถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อ 16 ก.ค. และเจ้าหน้าที่สถานพินิจแนะนำให้รับสารภาพเพื่อให้ศาลเมตตา


โดย "คุณมด" ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวีที่ถามว่า ได้ทำให้ประชาชนหวาดกลัว ตามความผิดฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ โดย "คุณมด" ปฏิเสธ และบอกว่าประชาชนไม่หวาดกลัว ยิ้มแย้มแจ่มใส นักเรียน ม.5 รายนี้ยังระบุว่าในระหว่างการรายงานตัวเจ้าหน้าที่สถานพินิจใช้วาจาสุภาพ และในวันจันทร์ที่ 2 ส.ค. นี้ มีการนัดหมายตนไปที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง จ.เชียงรายอีก เพื่อไปตรวจสุขภาพจิต

นักเรียน ม.5 ผู้นี้ยังยืนกับผู้สื่อข่าวอีกว่าจะทำกิจกรรมต่อไป ในเงื่อนไขที่ว่าต้องไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย

นักข่าวพลเมือง: ชาวบ้านพนมสารคาม-สนามชัยเขต ชุมนุมปิดถนนต่อเนื่องร้องโรงไฟฟ้าออกจากพื้นที่

นักข่าวพลเมืองรายงานจากริมถนนสาย 304 เส้นเลี่ยงเมืองพนมสารคาม ระบุชาวบ้านแปดริ้วยังคงชุมนุมคัดค้าน โรงไฟฟ้าถ่านหินตำบลเขาหินซ้อนเป็นวันที่ 2 ที่ โดยยังไม่มีหน่วยงานในจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล หรือมารับข้อเรียกร้องของชาวบ้าน

30 ก.ค. 2553 นักข่าวพลเมืองรายงานจากริมถนนสาย 304 เส้นเลี่ยงเมืองพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ระบุชาวบ้านแปดริ้วยังคงชุมนุมคัดค้าน โรงไฟฟ้าถ่านหินตำบลเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด กำลังการผลิต 600 เมกกะวัตต์ ให้ออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นการชุมนุมในวันที่ 2 โดยยังไม่มีหน่วยงานในจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล หรือมารับข้อเรียกร้องของชาวบ้าน

ตัวแทนชาวบ้านนายวิบูลย์ ชัยภูมิ และนายโสฬส ศรีมงคล ผู้ปราศรัยบนเวที ได้เรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรามารับข้อร้องเรียนของชาวบ้าน โดยย้ำว่าต้องให้โรงไฟฟ้าออกจากพื้นที่

ฝั่งผู้สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก็ได้มีการตั้งเต้นท์สนับสนุนหน้า โครงการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าคือ นิคม 304 อินดัสทรี 2 เช่นเดียวกัน โดยมีเลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหินซ้อน นายพรชัย โง้วเจริญ เป็นแกนนำในการชุมนุม ซึ่งเหตุผลที่มาสนับสนุนโรงไฟฟ้าคือ

1. ชาวบ้านในพื้นที่จะมีงานทำจากการสร้างโรงไฟฟ้า
2. โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 150 เมกะวัตต์ เดินเครื่องมาประมาณ 13 ปี ที่ ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ์ อ.ปราจีนบุรี ไม่มีผลกระทบและยังไม่มีใครเสียชีวิต และอยากให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เพราะไม่มีผลกระทบใดๆ และหากเกิดผลกระทบจริงจะทำการปิดโรงไฟฟ้าเอง

"สุรยุทธ์" ขึ้นเหนือมอบนโยบาย "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" ให้เทิดทูนปกป้องสถาบัน

Fri, 2010-07-30 18:26

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เดินสายขึ้นเหนือ มอบนโยบายให้กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยให้ร่วมกัน เทิดทูนและปกป้องสถาบัน ส่วนปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในแต่ละพื้นที่นั้น ยอมรับ ว่ายังมีอยู่แต่คิดว่าแต่ละชุมชนจะสามารถจัดการได้โดยยึดหลักความสามัคคี

30 ก.ค. 53 - พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนา ราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมพบปะ พูดคุยกับตัวแทนกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อรับทราบ ปัญหา โดยส่วนใหญ่ต้องการให้ช่วยพัฒนาอาชีพและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ได้มอบนโยบายให้กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยให้ร่วมกัน เทิดทูนและปกป้องสถาบัน ส่วนปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในแต่ละพื้นที่นั้น ยอมรับ ว่ายังมีอยู่แต่คิดว่าแต่ละชุมชนจะสามารถจัดการได้โดยยึดหลักความสามัคคี ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ ขอให้มีการช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และ การคมนาคมในพื้นที่ เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังเสนอให้มีการ พัฒนาพื้นที่ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในอดีต ให้เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ด้วย

ที่มาข่าว:
องคมนตรีเยี่ยมชาวเขาในภาคเหนือ (สทท.11 เชียงใหม่, 30-7-2553)
http://region3.prd.go.th/ct/news/viewnews.php?ID=100730163909

"แผนกษัตริย์ศึก"ตั้งรับ3กองพลเขมร


Posted by คมชัดลึก

ผลการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกที่จะมีผลชี้ขาด อาจทำให้เสียงปืนที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อน "เขาพระวิหาร" ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง เพราะปราสาทพระวิหาร ถือเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ทาง "ชาตินิยม" ของไทย-กัมพูชา มาโดยตลอด

เมื่อ ต่างฝ่ายต่างรู้เงื่อนไข และความเปราะบางของสถานการณ์ดี จึงต้องเสริมกำลังไว้อย่างเต็มพิกัด โดยฝ่ายกัมพูชาเตรียมกำลังไว้ถึง 3 กองพล ประกอบด้วย กองพลสนับสนุนที่ 3 กองพลสนับสนุนที่ 8 และกองพลสนับสนุนที่ 9

กำลังพลหลักที่ประชิดชายแดนไทย-กัมพูชา มากที่สุด คือ กองพลสนับสนุนที่ 3 ปักหลักอยู่ที่บ้านเดโช และบ้านสะแอม ต.กันตร๊วจ อ.ตะเปรียงปราสาท จ.พระวิหาร ซึ่งอยู่ตรงข้ามพื้นที่ ต.เสาธงชัย และ ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ของไทย

ขณะที่จุดยุทธ ศาlตร์สำคัญอีกจุดหนึ่ง ซึ่งเคยมีการปะทะรุนแรงมาแล้วเมื่อปีก่อน คือ "ภูมะเขือ" ที่ฝ่ายไทยเรียกว่า "พลาญอินทรี" ขณะที่กัมพูชาเรียกว่า "ลานอินทร์" ซึ่งอยู่ห่างปราสาทพระวิหารราว 4 กิโลเมตร

ภูมะเขือ จึงนับเป็นจุดที่เปราะบาง และเสี่ยงต่อการปะทะมากที่สุด หากได้รับไฟเขียวจาก "หน่วยเหนือ" ของแต่ละฝ่าย

อีก จุดที่วางกำลังเอาไว้จำนวนมาก คือ ด้านหลังปราสาทพระวิหาร ห่างไปประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณบ้านสะแอม และบ้านโกมุย ต.กันตร๊วจ ซึ่ง สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา วางแผนให้เป็น "เมืองเศรษฐกิจ" แห่งใหม่ของประเทศ

โดย ก่อนหน้านี้มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภค ทั้งสนามบิน โรงแรม กาสิโน และที่สำคัญคือ การสร้าง "กระเช้าลอยฟ้า" เพื่อขึ้นเขาพระวิหารด้านช่องบันไดหัก

ทั้งนี้ การเปิดหมู่บ้านใหม่ คือ "หมู่บ้านเดโช" พ้องกับชื่อเต็มของสมเด็จฮุน เซน คือ "สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน" ย่อมแสดงถึงความมุ่งมั่นของนายกฯ กัมพูชา ที่ต้องการขยายผลจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกัมพูชา

การตั้งบุตรสาวของฮุน เซน มาควบคุมดูแลชายแดนด้านนี้โดยตรง แสดงให้เห็นว่า สมเด็จฮุน เซน เชื่อมั่นว่า ปราสาทพระวิหารจะต้องได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแน่นอน และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศขนานใหญ่

ด้วยความสำคัญของพื้นที่ ตรงจุดนี้ จึงทำให้พื้นที่บ้านสะแอมกลายเป็น "กองบัญชาการ" ทางยุทธการของกองทัพบกกัมพูชา และเป็นศูนย์บัญชาการของ "กองพลน้อย รพศ.911 ส่วนหน้า" ขึ้นตรงกับสมเด็จฮุน เซน มีกำลังพลราว 3,500 นาย

นอกจาก นี้ ยังมีกำลังพลจากกองพลน้อยสนับสนุนที่ 9 อีกประมาณ 2,500 นาย โดยมี พล.อ.กล กิม และ พล.อ.เอิง บุญเฮง ที่เรียนจบนายร้อย จปร.จากประเทศไทย เป็นผู้บังคับบัญชา

ส่วนอาวุธหนักก็มีการขนมาเตรียมพร้อมอย่างเต็มอัตราศึก ทั้งรถถัง รถหุ้มเกราะ ปืนใหญ่ และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง

อัน ที่จริงแล้ว คงต้องบอกว่ากัมพูชาเตรียมพร้อมมานานแล้วด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้ในการซ้อมรบกับชาติตะวันตก กัมพูชาก็พยายามแสดงแสนยานุภาพด้วยการทดสอบยิงจรวดมิสไซล์รุ่น BM-21 เพื่อข่มขวัญมารอบหนึ่งแล้ว

ขณะที่การเตรียมพร้อมของไทยได้ก็วางกำลังไว้ตามจุดยุทธศาสตร์ตั้งแต่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เรื่อยมาจนถึงช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ

มี รายงานว่า กองทัพไทยได้เตรียมแผนการป้องกันประเทศ โดยใช้ชื่อ "แผนกษัตริย์ศึก" โดยจัดกำลังสนับสนุน 11 กองร้อยจากกองกำลังสุรนารี และเพิ่มฐานปฏิบัติการตั้งแต่ช่องบก-ช่องสะงำ มากกว่า 50 ฐาน โดยสนธิกำลังร่วมกัน 3 เหล่าทัพ

นอกจากนี้ ยังเตรียม "แผนบดินทรเดชา" เพื่อเตรียมความพร้อมรักษาอธิปไตยในระดับพื้นที่ด้วย

พ.อ.ธเนศ วงศ์ชะอุ่ม เสนาธิการกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งพาสื่อมวลชนไปดูการเตรียมพร้อมของกำลังทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ยอมรับว่า หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 กองทัพได้มีการวางกำลังครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ช่อง บก จ.อุบลราชธานี ไปจนถึงช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ

อย่างไรก็ตาม กำลังทหารของไทยไม่ได้เพิ่มเติมเข้าไปในพื้นที่เขาพระวิหาร แต่ก็มีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศ

"ทหาร ไทยจะไม่ยอมให้กัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทยเด็ดขาด ไม่ว่าผลการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจะออกมาอย่างไร แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังเป็นปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง และในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ไม่อยากที่จะทะเลาะกันเอง เพราะกำลังพลของทั้งสองประเทศก็มีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี และไม่อยากให้เกิดการสู้รบกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วแต่ละฝ่ายก็จะต้องเลือกเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติตนเป็น หลัก" เสนาธิการ กกล.สุรนารี กล่าวย้ำ

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่ ล่อแหลม และการเสริมกำลังพลของทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้สถานการณ์ในห้วงเวลานี้สุ่มเสี่ยงต่อการปะทะ และสูญเสียเลือดเนื้ออย่างถึงที่สุด

กระนั้น เครื่องมือการต่อสู้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศไม่ได้มีแค่แสนยานุภาพทาง การทหารอย่างเดียว หากแต่ต้องใช้ช่องทางทาง "การทูต" มาเป็นเครื่องมือเจรจาต่อรองด้วย เพราะถ้าคุยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทหารทั้งสองฝ่ายก็คงไม่ต้องบาดเจ็บล้มตายโดยใช่เหตุ

ทีมข่าวความมั่นคง

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ของจักรภพ กับ ABC Australia...


murdog


จักรภพ ประกาศจัดตั้ง องค์กร เปลี่ยนระบบแล้ว.

http://www.abc.net.au/lateline/content/2...969629.htm


ชมได้ที่

http://www.democracy100percent.blogspot.com/



ที่มา สำนักข่าวABC
31 กรกฎาคม 2553


นาย จักรภพ เพ็ญแข แกนนำเสื้อแดงที่อยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศ ปรากฎตัวให้สัมภาษณ์สำนักข่าว ABC ของออสเตรเลีย เมื่อค่ำวานนี้ โดยตอนหนึ่งเขาอ้างว่า ทักษิณ ชินวัตร อาจจะกำลัง "ทบทวน" บทบาทของตัวเองเพื่อถอนตัวออกจากขบวนการเสื้อแดง

"ผมเชื่อว่าเขา (ทักษิณ) กำลังใคร่ครวญอยู่ว่าการต่อสู้อย่างนี้ต่อไปคุ้มค่าสำหรับเขาหรือไม่?"

ABCได้ เขียนรายงานการสัมภาษณ์ว่า จักรภพกล่าวว่าอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเศรษฐีโทรคมนาคมกำลังพิจารณาตัดสินใจว่าจะยุติบทบาทความเกี่ยวพันกับขบวน การความเคลื่อนไหว(กลุ่มเสื้อแดง)(Jakropob Penkair also says the former prime minister and billionaire Thaksin Shinawatra is considering ending his involvement with the movement.)

อย่างไรก็ดีเขายอมรับว่า "ผมไม่ได้ติดต่อกับคุณทักษิณใกล้ชิดมากเพียงพอที่จะพูดแทนเขาได้ว่าเขากำลัง คิดอะไรอยู่ แต่ผมเชื่อว่าเขากำลังทบทวน (evaluating) ว่าเขาจะต่อสู้ต่อไปหรือไม่"

จักรภพให้สัมภาษณ์นักข่าวสาวเอบีซี "ณ จุดนัดพบนอกประเทศไทยที่ไม่สามารถเปิดเผยได้" เนื่องจากทางรัฐบาลไทยตามล่าดำเนินคดีกับเขาฐานต่อต้านรัฐบาล และข้อหาวิจารณ์สถาบันกษัตริย์อันเป็นที่สักการะเทิดทูนในประเทศไทย

เขา ยังได้ปฏิเสธความเกี่ยวพันใดๆกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในระหว่าง นี้ รวมทั้งเหตุระเบิด 2 ครั้งในรอบสัปดาห์ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่ามีการประสานงานในระดับนานาชาติเพื่อหนุนช่วยความเคลื่อนไหวเสื้อแดงในประเทศไทย

*************
รายงานข่าวภาษาอังกฤษฉบับเต็ม

เอบีซีรายงานว่า จักรภพ เพ็ญแข อดีตมือขวาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผย เนื่องจากหนีการตามตัวของทางการไทยในคดีหมิ่นสถาบัน ผู้สัมภาษณ์ของเอบีซี คือ โซ แดเนียล นักข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทปนี้ออกอากาศเมื่อ 30 ก.ค.2553 นายจักรภพกล่าวว่า มีกลุ่มที่ช่วยให้คำปรึกษากับแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ตอนที่มีการชุมนุม

นักข่าว : คุณคิดว่า คำแนะนำที่คุณให้นั้นถูกต้องหรือไม่ จากสิ่งปรากฏออกมา
จักรภพ : มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า คำแนะนำนั้นถูกหรือผิด มันเป็นเรื่องที่ไม่ได้จัดการกับกลุ่มมวลชน ผมเห็นว่า แกนนำการชุมนุมฮึกเหิมน้อยกว่าประชาชนที่ไปร่วมการชุมนุม

นักข่าว : หมายถึงว่าแกนนำคุมฝูงชนไม่อยู่หรือ
จักรภพ : ผมคิดว่าอย่างนั้น การปราบปรามเมื่อเดือนเม.ย.และพ.ค. มันโหดร้าย ผิดมนุษย์ แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างนี้

นักข่าว : การที่คุณบอกว่า การปราบปรามโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม แต่อาวุธก็ไม่ได้มาจากฝั่งรัฐบาลฝ่ายเดียว คุณยอมรับเรื่องนี้หรือไม่
จักรภพ : ผมยอมรับ แต่ผมไม่ยอมรับวิธีการของรัฐบาลที่จัดให้เกิดความวุ่นวายเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุม

นัก ข่าว : นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่ง แต่เราเห็นว่า มีการใช้ระเบิดโจมตีมาก การเคลื่อนไหวของเสื้อเองมีการติดอาวุธหนักกว่าที่คุณคิด ตั้งแต่มีการชุมนุมประท้วง ก็เกิดการวางระเบิดหลายครั้ง และเมื่อไม่นานนี้ ในกรุงเทพฯก็เกิดอีก ใครเป็นคนประสานงานกัน
จักรภพ : เราไม่รู้

นักข่าว : ไม่ใช่คุณใช่ไหม
จักรภพ : ผมบอกได้ว่า ไม่ใช่ผม

นักข่าว : คุณไม่ได้ดำเนินการให้มีความวุ่นวายจากการใช้อาวุธหรือ
จักรภพ : ไม่ ไม่มีใครแบบนั้นที่เกี่ยวพันกับเราเลย

นาย จักรภพเคยบอกว่า ถ้ากลับเมืองไทย ก็ต้องถูกฆ่าตาย ดังนั้นจึงลี้ภัยอยู่ ส่วนแกนนำเสื้อแดงคนอื่นยังอยู่ในคุก หรือซ่อนตัวอยู่ และนายจักรภพเคยบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจถอนตัวจากการเคลื่อนไหว ถ้าอย่างนั้น ทางกลุ่มจะบรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการได้อย่างไร ขณะที่สถานการณ์ตอนนี้ก็ยังเป็นการคุมเชิงกันอยู่

นักข่าว : ในเมื่อไม่เจรจา ก็ยังไม่มีทางออกสำหรับการปรองดอง พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามามีบทบาทในยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหววันต่อวันอย่างไร
จักรภพ : ใช่ ผมบอกได้ว่า ท่านยังมีภาพอยู่ ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหว แต่ท่านก็ครุ่นคิดถึงก้าวต่อไป ว่า นั่นอาจเป็นการทำเพื่อท่านมากกว่าเพื่อการเคลื่อนไหวต่อสู้

นักข่าว : คุณหมายความว่าอย่างไร
จักรภพ : ผมคิดว่าท่านกำลังวิเคราะห์อีกครั้ง ว่า จะสู้เพื่อการต่อสู้ที่คุ้มค่าหรือไม่

นักข่าว : จริงหรือ
จักรภพ : อาจจะ นักข่าว :

นักข่าว :ทำไมล่ะ
จักรภพ : ผมคงไปพูดแทนท่านไม่ได้ ผมไม่ได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านพอที่จะพูด แต่ผมคิดว่า ในการเคลื่อนไหวของประชาชน ที่คุณทักษิณเกี่ยวข้องด้วย มีสิทธิที่จะปรับกระบวนท่ากันใหม่ นั่นเป็นสิ่งที่ผมพูดได้

นักข่าว : คณหมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจตัดสินใจถอยฉาก หรือไปอยู่หลังฉากหรือ จักรภพ : ผมไม่ได้ว่าอย่างนั้น แต่ผมคิดว่า ท่านมีสิทธิ์ที่จะใคร่ครวญเรื่องนี้

นักข่าว : ถ้าการเคลื่อนไหวขาดผู้นำ จะไปทางไหนกันต่อ
จักรภพ : ประเด็นที่เผชิญอยู่ตอนนี้ก็คือ การเคลื่อนไหวจะได้รับแรงสนับสนุนอย่างไร เมื่อปีก่อน พิสูจน์แล้วว่า แรงสนับสนุนมาจากทุกทิศทาง ไม่ได้มาแค่จากคุณทักษิณหรือครอบครัว หรือคนที่จัดการ

นักข่าว : คุณหมายถึงเรื่องเงินหรือเปล่า
จักรภพ : หมายถึงเรื่องเงิน เรื่องสถานที่ปลอดภัยที่จะพัก หมายถึงความร่วมมือจากรัฐบาลในประเทศต่างๆ ที่เราจะไปเยือนหรือไปพัก เป็นเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด ที่ผ่านมาเราได้รับสิ่งเหล่านี้มาโดยหนทางธรรมดามากกว่าเมื่อก่อน หรือจะพูดได้ว่า เรามีระบบที่ควบคุมมาก่อน ดังนั้นจึงโล่งใจได้ในปีที่ผ่านมา ว่ามีแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่เรามีหน้าที่ต้องทำให้ชัดกับคนเหล่านั้น โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ

นักข่าว : คุณจะบอกว่า มีคนสนับสนุนการเงินอื่นๆ ที่อยากให้คุณต่อสู้ต่อไปอย่างนั้นหรือ

จักรภพ : ใช่ ใช่ เรามี

นักข่าว : ต่างชาติเช่นเดียวกับคนไทยหรือ
จักรภพ : โดยเฉพาะต่างชาติทีเดียวล่ะ

นักข่าว : ขอบคุณมากค่ะที่สละเวลาให้สัมภาษณ์

ขอบคุณ ข่าวสดออนไลน์ http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJNE1EVTVPVGcwTlE9PQ%3D%3D

Red Shirts now coordinated from outside Thailand

โดย Australian Broadcasting Corporation-ABC

ออกอากาศ Broadcast: 30/07/2010

Reporter: Zoe Daniel

Senior Red Shirts figure Jakrapob Penkair says international donors are now funding the campaign for a change of Thai government.

Transcript
LEIGH SALES, PRESENTER: A senior leader of Thailand's Red Shirt protest movement has told Lateline that international donors are now funding its campaign for a change of government.

Jakropob Penkair also says the former prime minister and billionaire Thaksin Shinawatra is considering ending his involvement with the movement.

Mr Penkair spoke to the ABC from a secret location outside Thailand because he's on the run from arrest.

South-east Asia correspondent Zoe Daniel reports.

ZOE DANIEL, REPORTER: In Bangkok, authorities sift through evidence after yet another explosion. Twice this week, small devices have gone off in the city, one man is dead, at least nine hurt.

It's a reflection of simmering political unrest that's gone underground since anti-government Red Shirt protests were dispersed by the army in May.

Jakropob Penkair is one of those pulling the strings from afar. A former right-hand man to exiled former prime minister Thaksin Shinawatra, he's been on the run himself since last year to avoid arrest for anti-Government political activity and alleged criticism of the revered monarchy.

Speaking to the ABC in a secret location outside Thailand he vows that he's not behind the violence, but he was playing a co-ordinating role during the civil unrest and remains involved.

JAKROPOB PENKAIR, RED SHIRTS LEADER: Yes, we have had a group that help with the advice, with the suggestions, to the leaders at the stage at the rally.

ZOE DANIEL: Do you think the suggestions you made were the right ones, now that we've seen how things unfolded?

JAKROPOB PENKAIR: It was not about the right and wrong of the advice, it's about the disorganisation of the mass rally. I believe that it came to the point that the leaders on-stage had become less vigorous than the people who joined the rally.

ZOE DANIEL: They'd lost control of the group?

JAKROPOB PENKAIR: I think so. The crackdowns on April and May this year was brutal, inhumane, but expected.

ZOE DANIEL: You say that the crackdown was brutal and inhumane, but the weapons weren't only on the government side, were they? You accept that?

JAKROPOB PENKAIR: I accepted that, but I would not accept the Government's version that there was any organised uprising against them.

ZOE DANIEL: That may to be case, although - well we did see a number of grenade attacks, we do know that there was an element of the Red Shirt movement that was more heavily armed than the way that you suggest, and even since the protests, we've seen a number of bombings, one quite recent, in Bangkok. Who's co-ordinating that?

JAKROPOB PENKAIR: We don't know.

ZOE DANIEL: Not you?

JAKROPOB PENKAIR: And I could say it is not me, and it's not ...

ZOE DANIEL: You're not co-ordinating any sort of armed uprising?

JAKROPOB PENKAIR: No. It's not anyone related to us at all.

ZOE DANIEL: Jakropob Penkair claims he'd be killed if he returned to Thailand. He's in exile and the other Red Shirt leaders are in jail or hiding as well. He also says that former prime minister Thaksin Shinawatra may leave the movement altogether, so how can it achieve the change that it wants?

It's still a stalemate position.

JAKROPOB PENKAIR: Yes.

ZOE DANIEL: You're not talking. There's no option for reconciliation. Where is Mr Thaksin in all of this in terms of being involved in the day-to-day strategy of the movement?

JAKROPOB PENKAIR: Yes, I would say that he's still in the picture. He remains a strong symbol to our movement. But he's pondering the next steps and that would be for him more than for the movement.

ZOE DANIEL: What do you mean?

JAKROPOB PENKAIR: I think that he is re-evaluating whether or not that it is a fight worth fighting.

ZOE DANIEL: Really?

JAKROPOB PENKAIR: Maybe.

ZOE DANIEL: Why?

JAKROPOB PENKAIR: I couldn't say for him. I haven't worked with him closely enough to say that, but I think that people in the movement, Kun Thaksin included, have the right to reposition themselves. That's all I can say.

ZOE DANIEL: You think he might decide to bow out, take a back seat?

JAKROPOB PENKAIR: I wouldn't say that, but I think that he has the right to be pondering about it.

ZOE DANIEL: Where would that leave the movement if the rank and file of the movement lost their symbolic leader?

JAKROPOB PENKAIR: The confronting issue is that how the movement would get its support. And in the past year it proves that its support could come from elsewhere. It doesn't have to come from Kun Thaksin and his family or his assigned people.

ZOE DANIEL: Are you talking money now?

JAKROPOB PENKAIR: Talking money, talking about the safe place to stay, talking about the co-operation of respective government in the countries that we visit or stay - all those things.

We have been receiving, in a more natural way than before - in other words, we have had such a controlled system before, and then it's quite a relief to see that in the past year, there are a lot more universal support too of course, but we have the duty to make it clearer to the people out there, especially foreigners.

ZOE DANIEL: So, you're saying that others are donating financially to the cause to keep you going?

JAKROPOB PENKAIR: Yes. Yes, they have.

ZOE DANIEL: Internationally as well as Thais?

JAKROPOB PENKAIR: Especially internationally.

ZOE DANIEL: Jakropob Penkair, thanks for your time.

LEIGH SALES: Zoe Daniel, out South Asia correspondent there.

เขาแพง ! 6 ข้อพิรุธ...ที่ต้องการคำตอบ


ที่ดินไม่ว่าจะยากดีมีจน ใครๆก็ต้องอยากได้ ... แต่การได้มาควรจะต้องเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และไม่มีข้อครหาใดๆ ตามมา โดยเฉพาะกับกรณีของบุคคลสาธารณะ ที่มีโอกาสในการเข้าไปกุมกลไกอำนาจรัฐ
อย่างเช่นนักการเมืองทั้งหลาย ควรจะต้องเป็นตัวอย่างสังคม แต่กลับกลายเป็นว่า มีนักการเมืองหรือเครือญาตินักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดิน จนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่เป็นประจำ

ล่าสุดที่ดินเขาแพง กำลังทำให้ครอบครัวเทือกสุบรรณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ ผอ.ศอฉ. ซึ่งถือว่ามีอำนาจรัฐในมืออย่างมหาศาล ต้องถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม...

ว่าจริงๆ แล้วที่ดินเขาแพง ที่อยู่ในความครอบครองของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายของนายสุเทพนั้น ได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่อย่างไร และเอกสารสิทธิที่อยู่ในมือนั้นเป็นของจริงและถูกต้องเพียงใด
เพราะประเด็นในเรื่องที่ดินเขาแพงนั้น ถูกตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น


1. คือ เรื่องชื่อผู้ครอบครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันเป็นของนายแทน เทือกสุบรรณ แต่ไม่ตรงกันในระหว่างแปลงเอกสารสิทธิจาก ส.ค.1 เป็น น.ส.3 ก.


2. การที่มีเอกสารต้นขั้ว ส.ค. 1 ที่จะนำมาขอออกเอกสารสิทธิ ที่ดินแปลงที่ลูกชายท่านถือครองหายไป ขณะที่ที่ดินแปลงอื่นไม่หาย


3. มีการพบชื่อนายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล ซึ่งเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายสุเทพ ว่าอาจจะมีลักษณะของการเป็นนอมินีในการซื้อที่ดินเขาแพงหรือไม่?


4. มีการเชื่อมโยงเรื่องหลักฐานเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการบริจาคที่ดินของนาย อากร ฮุนตระกูล อดีตนักธุรกิจโรงแรมเกาะสมุย จำนวน 4,870 ไร่ ส่วนใหญ่เป็น ภทบ.5 ที่บริจาคให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อทำเป็นป่าต้นน้ำ ลำธาร ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ดินเขาแพงเจ้าปัญหาที่อยู่ในความครอบครอง ของนายแทน เทือกสุบรรณ ด้วยหรือไม่?
ที่สำคัญ ปัจจุบันที่ดินที่นายอากรบริจาคมากถึง 4,870 ไร่นั้น ในปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 300 ไร่เท่านั้น ที่เหลือถูกบุกรุกโดยนายทุน ผู้มีอิทธิพลและนักการเมือง ซึ่งมีการกระทำกันอย่างเป็นขบวนการฮุบที่ดินอย่างชัดเจน

5. มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องการจัดซื้อจาก หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะ ส.ค.1 หายไปจากสารบบ ซึ่งบางแปลงเจ้าของที่ดินดั้งเดิมและที่ดินแปลงข้างเคียงยืนยันว่าไม่มี ส.ค.1
และ 6. หนึ่งในเจ้าของที่ดินข้างเคียง คือนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาระบุว่า พร้อม จะถูกเพิกถอนโฉนดที่ดิน หากไม่มีส.ค. 1
แม้ว่านายสุเทพ จะมีการชี้แจงในเรื่องที่ดินเขาแพงของนายแทนว่า เป็นการซื้อที่ดินมาจาก ห.จ.ก. แห่งหนึ่ง อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตอนซื้อเขาก็มีเอกสารสิทธิเรียบร้อย นายแทนก็ครอบครอง มา 8-9 ปีแล้ว

ซึ่งนายแทนนั้นทำสวนยาง สวนปาล์ม ทำปาร์มเลี้ยงกุ้ง มีผลผลิตกุ้งขายทุกปีๆ ละประมาณ 5-6 พันตัน ยอดขายสัก 500-600 ล้านบาท จึงมีความสามารถที่จะซื้อที่ดินได้
แต่แน่นอนว่า แม้นายสุเทพจะยกเหตุผลต่างๆ ขึ้นมาอ้าง เพื่อยันกับข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ดินเขาแพง... แต่งานนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเรียกว่า งานเข้าเต็มๆ
เพราะแม้แต่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ก็ยังพูดถึงกรณีที่ดินเขาแพงว่า มีมูลพอที่ดีเอสไอจะสอบสวนได้
และที่สำคัญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ก็เข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้แล้วด้วยเช่นกัน

เจอเข้าแบบนี้นายสุเทพไม่หงุดหงิดก็แปลกไปแล้ว ทั้งในฐานะที่มีหัวอกเป็นพ่อของนายแทน และในบทบาทหน้าที่ซึ่งกุมอำนาจรัฐอยู่ในมือ
เลยทำให้แม้แต่ผู้สื่อข่าวทั้งหลายก็ยังมองเห็นความหงุดหงิดของนายสุเทพ แทบทุกครั้งที่ถูกสื่อตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเขาแพง
อย่างเช่นล่าสุด นายสุเทพ ก็ออกอาการฉุนจัด หลังโดนถาม จนต้องตอบ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า

คุณกล่าวหาผมหรือเปล่า? ผมมีหน้าที่ต้องชี้แจงเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช.โดยจะทำรายงานข้อเท็จจริง และเอกสารหลักฐานยื่นต่อ ป.ป.ช. เพื่อแก้ข้อกล่าวหา ตามที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องถอดถอนผมต่อ ป.ป.ช. ถ้าผมผิด ป.ป.ช.ก็จะดำเนินคดีกับผม ดังนั้นขอให้อดใจรอให้ ป.ป.ช.สอบสวนไปตามกระบวนการก่อน อย่าเพิ่งตั้งศาลเตี้ยเล่นงานกันตอนนี้
หรือก่อนหน้านั้น ก็มีการให้สัมภาษณ์สื่ออย่างเคร่งเครียดว่า

ผมจะไม่ตอบอะไรตามกระแสของสื่อบางประเภทที่พยายามจะหาเรื่องทำร้ายผมอยู่ ทุกดำเนินการตามกฎเกณฑ์กฎหมาย เดี๋ยวก็จะรู้ชัดว่าใครเป็นใคร ความถูกความผิดเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า แสดงว่ายืนยันใช่หรือไม่ว่าการถือครองที่ดิน เขาแพงถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด
นายสุเทพ กล่าวว่า ได้ยืนยันไปหลายหนแล้ว แต่สื่อมวลชนไม่รายงานให้!!!

แต่เมื่อถูกถามว่า นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ระบุว่าพร้อมจะถูกเพิกถอนโฉนดที่ดิน หากไม่มี ส.ค. 1 กลับปรากฏว่า นายสุเทพ รีบตัดบทว่า ไม่ขอพูดเรื่องนายนิพนธ์!!!
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะไม่ให้สังคมไทย จับตามองกรณีที่ดินเขาแพง ว่าจุดจบสุดท้ายจะออกมาอย่างไร จะซ้ำรอยที่ดินเขายายเที่ยงอีกหรือไม่?
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ กรมที่ดินจะกล้าพอในเรื่องการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินเขาแพงเพียงใด!?!
เพราะแม้ว่านายสุเทพ จะยืนยันว่าไม่มีอำนาจหน้าที่สั่งกรมที่ดิน แถมน.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังออกมาช่วยปกป้องถึงกรณีที่มีกระแสว่าข้าราชการอึดอัดกับการตรวจสอบข้อ เท็จจริงกรณ​​ีที่ดิน เขาแพง จนส่งผลให้การตรวจสอบไม่เดินหน้านั้น ว่า ถึงแม้ว่าเรื่องเขาแพง จะเกี่ยวข้องกับนายสุเทพ แต่ก็เชื่อว่าไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซง
ที่ดินเขาแพง จึงเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ที่ต้องจับตาอย่ากะพริบไปแล้วในขณะนี้

ผู้ร่วมเขียน